อาถรรพ์เรือรบพระทอง

เรือรบหลวงพระทอง

            เรือรบหลวงพระทอง เป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ต่อที่อู่เจฟเฟอสัน โบ็ต จากประเทศสหรัฐอเมริกา กองทัพเรือไทยได้สั่งซื้อเข้ามาใช้งาน เข้าประจำการเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๐ ขนาดของเรือยาว ๙๘.๑ เมตร กว้าง ๑๕ เมตร มีระวางขับน้ำปกติ ๑,๗๘๐ตัน ความเร็วสูงสุด ๑๑.๒ นอต รัศมีทำการเมื่อความเร็วสูงสุด ๑๗,๐๐๐ ไมล์ อาวุธปืน ๔๐/๖๐ แท่นเดี่ยว ๔ แท่น ปืน ๐.๕๐ นิ้วจำนวน ๑ กระบอก ทหารประจำเรือ ๑๒๙ นาย เรือยกพลขึ้นบกแต่ละลำของเราจะตั้งชื่อเรือตามชื่อเกาะต่างๆในประเทศไทยและใช้เลขข้างเรือขึ้นต้นด้วยเลข ๗ เดิมใช้หมายเลข ๕ ต่อมาเปลี่ยนเป็นหมายเลข ๗๑๕ เดิมทีเรือมีชื่อว่า “เรือ USS.DODGE COUNTY
(LST 722)”
            ปลดประจำการเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐โครงการจัดสร้างอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล จ.กระบี่ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ใช้เรือรบหลวงที่ปลดระวาง จำนวน ๔ ลำ ทำการจมลงสู่ใต้ท้องทะเล วัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างปะการังเทียม เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของปลา และสัตว์น้ำต่างๆหนึ่งในสี่ลำมีเรือรบหลวงพระทองรวมอยู่ด้วยทางจังหวัดพังงา จึงได้มีการดำเนินการขอเรือรบหลวงพระทองกลับมาไว้ที่ จังหวัดพังงา เพราะเรือรบหลวงที่มีชื่อในถิ่น เมื่อปลดระวางแล้วจะต้องกลับไปอยู่ตามชื่อถิ่นนั้นๆ เพื่อความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น
            โดยวันศุกร์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่จมเรือรบหลวงพระทองลงสู่ใต้ท้องทะเลเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดพังงา โดยจะจมเรือรบหลวงพระทองที่กองปลาเหลือง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับเกาะพระทอง
              แต่ก่อนที่ จะทำการจมเรือรบหลวงพระทอง จะต้องทำพิธีบวงสรวงขอขมาลาโทษต่อแม่ย่านางเรือตามประเพณีของเราชาวไทยเสียก่อน  จึงจะทำการจมเรือได้เป็นผลสำเร็จ เพราะมีอุปสรรคหลายต่อหลายอย่าง โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายหลายหน่วยงานที่ดำเนินงานเกี่ยวข้อง ต้องพบกับความอาถรรพ์ของเรือดังกล่าวถึงขั้นมีอันเป็นไปต่างๆนานา บางคนถึงกับเสียชีวิตไปแล้วเพราะความอาถรรพ์ของเรือรบหลวงพระทอง จนถึงกับอีกหลายๆท่านไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว 


รอบๆบริเวณบนเรือรบหลวงพระทอง

         จนกระทั่ง ท่านนายอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งเพิ่งย้ายมาใหม่จากทางภาคอีสาน ได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการในการดำเนินงานครั้งนี้ด้วย ท่านได้ปรึกษาหารือเรื่องการจมเรือรบหลวงพระทองลำนี้กับพระเกจิอาจารย์ท่านหนึ่งที่ท่านเคารพนับถือทางภาคอีสาน ได้รับการแนะนำว่าจะต้องให้พระหนุ่มรูปหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชชื่อว่าพระอาจารย์ชา วัดวังหอมวิปัสสนาราม มาทำพิธีบวงสรวงและสวดเรือลำนั้นก่อน จึงจะทำการจมเรือดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จ
               ทางท่านนายอำเภอ จึงได้มีการติดต่อนิมนต์พระอาจารย์ชาไปทำพิธีบวงสรวงเรือรบหลวงพระทอง โดยการติดต่อผ่านทางคณะลูกศิษย์ที่อำเภอคุระบุรี ช่วยประสานงานติดต่อให้
               ต่อมา เมื่อถึงวันทำพิธีบวงสรวงเรือรบหลวงพระทอง ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่บริเวณชายฝั่งในอำเภอคุระบุรี พระอาจารย์ชาและคณะศิษย์ชุดพราหมณ์ทำพิธี ได้เดินทางไปถึงในช่วงเวลา ๘ โมงเช้า เศษๆได้ขึ้นไปทำพิธีบวงสรวงบนเรือรบ โดยนิมนต์พระสงฆ์ในพื้นที่มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ ๙ รูป โดยจะเริ่มสวดหลังจากเสร็จพิธีบวงสรวงขอขมาต่อแม่ย่านางเรือแล้ว
         
                           คณะพราหมณ์ชุดใหญ่นำทีมโดยอาจารย์สมยศ ศิษย์พระอาจารย์ชา

       แต่ก่อนที่พิธีทางสงฆ์จะเริ่ม ในขณะที่คณะพราหมณ์ทำพิธีบวงสรวงอยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น คือหัวหน้าพราหมณ์ที่อ่านโองการได้เป่าสังข์ไม่ดังคือเสียงไม่ออกมาเลย คล้ายมีใครอุดรูสังข์ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากไม่เคยเกิดเหตุอย่างนี้มาก่อน จนกระทั่ง พิธีพราหมณ์ดำเนินการต่อไปไม่ได้ต้องหยุดชะงัก พระอาจารย์ชาจึงเดินเข้าไปในพิธีแล้วหยิบสังข์ขึ้นมา ทำปากขมุบขมิบท่องคาถาและเสกเป่าลงไปที่สังข์นั่น  แล้วส่งคืนให้กับหัวหน้าคณะพราหมณ์เพื่อเป่าต่อ
           พิธีการจึงเริ่มต่อไปได้ จนกระทั่ง สักครู่ต่อมาเมื่อถึงตอนเป่าสังข์อีกก็มีอาการเดิมเหมือนครั้งแรกคือเป่าสังข์ไม่ดังเพราะเสียงไม่ออกมา พระอาจารย์จึงเข้าไปเสกเป่าที่สังข์นั่นอีก หัวหน้าพราหมณ์จึงจะเป่าสังข์ทำพิธีต่อไปได้  จนกระทั่ง พิธีการดำเนินต่อไป จนใกล้จะเสร็จพิธีบวงสรวง เหลือท่อนสุดท้ายของการอ่านโองการ ทันใดนั้น เมื่อถึงตอนเป่าสังข์ขึ้นนำ ก่อนที่จะมีเสียงกลองบัณเฑาะว์ ระฆังและฆ้องต่อไปกลับเป่าสังข์ไม่ดังอีกซึ่งเป็นครั้งที่สาม  ครั้งนี้พระอาจารย์ท่านเสกเป่าสังข์เสร็จแล้ว เมื่อส่งให้กับหัวหน้าพราหมณ์ก็เป่ายังไงก็เป่าไม่ดัง หลายคนที่ร่วมอยู่ในพิธีเริ่มมองตากันเลิ่กลัก คราวนี้พระอาจารย์ท่านนอกจากจะหยิบสังข์มาเสกเป่า ยังยืนกำกับอยู่หน้าปะรำพิธีนั่นด้วย
             จนกระทั่ง พราหมณ์เป่าสังข์จนดัง พิธีการจึงดำเนินต่อไปจนสำเร็จ พระสงฆ์ถึงได้เริ่มสวดพระพุทธมนต์ ในขณะที่พระกำลังสวดอยู่นั้น พระอาจารย์ชากล่าวให้คณะกรรมการและแขกที่มาร่วมงานฟังว่า “แม่ย่านางเรือท่านไม่ยอมให้จมเรือลำนี้และไม่ยอมออกไปจากเรือ ถึงจะเชิญท่านออกไปและตั้งศาลให้บนบกอย่างสมเกียรติ ท่านก็ไม่เอา ในขณะทำพิธีบวงสรวงนั้นท่านจะไม่ยอมรับเครื่องเซ่นสังเวยใดๆ เจรจายังไงก็ไม่ยอมฟัง ถึงทำให้สังข์นั่น เป่าไม่ดัง ที่ดังขึ้นมาได้เพราะอาจารย์ไปบังคับเขาไว้ นี่ถ้าอาจารย์ไม่ได้มาด้วยปล่อยให้คณะพราหมณ์ทำพิธีกันเอง ป่านนี้แม่ย่านางคงกริ้วโกรธจับคณะพราหมณ์หักคอโยนลงจากเรือไปแล้วกระมัง นี่ดีเขายังเกรงใจท่านอยู่บ้าง ท่านกล่าวต่อว่า เรือลำนี้เคยทำพิธีมาอย่างดี เขาทำเพื่อไม่ให้เรือล่มหรือจมได้ง่ายๆ แต่ทางคณะเราดันจะจมเรือเพื่อทำปะการังเทียมเสียนี่กระไร อีกอย่างบนเรือลำนี้มีเหล่าวิญญาณสัมภเวสีที่เป็นอดีตทหารตายในสงครามอยู่เป็นจำนวนมากเป็นพันๆ ดวงวิญญาณ จึงทำให้แม่ย่านางเรือลำนี้มีกำลังมาก ถึงได้เฮี้ยนสุดๆ”เพราะเขากลัวว่าจะไม่มีที่อยู่
เอาล่ะเดี๋ยวจะลองเจรจาดูอีกสักครั้ง พระอาจารย์กล่าว


                                           ญาติโยมแขกเหรื่อที่มาร่วมในพิธีบนเรือ

         เมื่อพระสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์เสร็จ ก็ทำพิธีถวายสังฆทานเลี้ยงเพลอาหารคาวหวาน แด่พระภิกษุสงฆ์ ส่วนพระอาจารย์ชาท่านไม่ยอมฉันข้าว นั่งเทศนาธรรมให้ประธาน คณะกรรมการ ญาติโยมและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานบนเรือฟัง ท่านเทศน์เรื่องหลักการทำทานว่ามีสามระดับชั้น มีทานขั้นต่ำ ทานขั้นกลาง ทานขั้นสูง ว่าทำแบบไหนมีอานิสงส์อย่างไร ท่านอธิบายว่า การทำทานขั้นต่ำก็คือการให้วัตถุทาน เช่น เราเสียสละสิ่งของเครื่องใช้,อาหารให้กับผู้อื่น หรือกระทั่งบริจาคเป็นทรัพย์สินเงินทอง เพื่อสร้างโบสถ์วิหาร อานิสงส์ยังได้น้อยว่าการทำทานขั้นกลาง คือการให้อภัยทาน แค่เพื่อนมาด่าแม่ ทำให้เราโกรธแล้วให้อภัยแค่ครั้งเดียว อานิสงส์ยังมากกว่าให้วัตถุทานหลายๆหน  แต่ก็ยังน้อยกว่าทานขั้นสูง เพราะทานขั้นสูงคือการให้ธรรมะเป็นทาน ซึ่งทำได้ยากเราต้องศึกษาธรรมะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถูกต้องเสียก่อนจึงจะถ่ายทอดสอนคนอื่นได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด เมื่อเขานำไปปฏิบัติได้ผล เราจึงจะได้รับอานิสงส์จากผลบุญนั้น
            ต่อมา เมื่อพระสงฆ์ฉันเพลเสร็จก็ให้พร พระอาจารย์ชากล่าวนำให้ทุกคนที่อยู่บนเรือ อุทิศผลบุญ ที่ได้รับศีล ถือศีล ถวายทานทำสมาธิและฟังธรรมในวันนี้  อุทิศส่งบุญให้แก่แม่ย่านางเรือ และเหล่าวิญญาณสัมภเวสีที่เป็นทหารทั้งหลาย แม่ย่านางเรือจึงเริ่มลดทิฐิมานะคลายความโกรธลง และรับข้อเสนอเงื่อนไขที่พระอาจารย์ชา ได้เจรจาให้ย้ายออกจากเรือดังกล่าว หลังจากได้ฟังเทศน์และทราบอานิสงส์เรื่องทานขั้นกลางคือ การให้อภัยทาน
              ข้อเสนอใหม่นี้คืออัญเชิญแม่ย่านางไปอยู่ในเรือเหล็กลำเล็กที่ใช้เป็นเรือชูชีพ ซึ่งอยู่บนเรือรบลำนี้ คือไม่ต้องจมให้จมแต่เรือรบลำใหญ่ ให้นำเรือลำเล็กนี้ไปไว้บนเกาะพระทองซ่อมแซมทำสีใหม่ให้สวยงามเขียนชื่อข้างเรือว่าเรือรบหลวงพระทองพร้อมหมายเลขกำกับข้างเรือ๗๑๕ แล้วสร้างศาลให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชาและให้ทำพิพิธภัณฑ์โดยเขียนประวัติเรือรบพระทองให้คนได้ศึกษาเรียนรู้ แม่ย่านางเรือ ท่านถึงจะยอมให้จมเรือรบหลวงพระทองได้
         หลังจากนั้น พระอาจารย์ได้อัญเชิญแม่ย่านาง เข้ามาสิงที่แผ่นเหล็กซึ่งเป็นฝาของกล่องแผงวงจร ที่อยู่ในห้องบังคับการเรือ มาใส่ไว้ในลิ้นชักเก็บของในเรือลำเล็ก สั่งกำชับห้ามใครแตะต้องเคลื่อนย้ายไปไหนเด็ดขาด แล้วปล่อยเรือลำเล็กออกจากเรือรบหลวงพระทอง นำขึ้นสู่ฝั่ง เพื่อไว้บนเกาะพระทองต่อไป หลังจากนั้นต่อมาพิธีจมเรือรบหลวงพระทองจึงกระทำได้เป็นผลสำเร็จโดยไม่มีอุปสรรคใดใดนับว่าเป็นความเมตตาอย่างสูง ของพระอาจารย์ชา มหิทธิโก ที่ได้ช่วยเหลือเป็นสื่อกลางเจรจาและนอกจากนี้ยังได้ช่วยปลดปล่อยวิญญาณของสัมภเวสีของเหล่าทหารหาญเหล่านั้นอีกด้วย



                             เรือเหล็กลำเล็กที่แม่ย่านางสิงอยู่ได้ย้ายมาไว้บนเกาะพระทอง




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น