พระใต้ดิน



                                            
                     ในผืนแผ่นดินไทย ณ ปัจจุบันนี้ เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าข้างใต้นั้นมีอะไรทับถมอยู่บ้าง  ทางที่ดีควรหาผู้รู้ มาทำตรวจสอบ ก่อนที่จะปลูกบ้านว่าที่ดินตรงนี้เคยเป็นอะไรมาก่อน       และเห็นควร จะปลูกบ้าน  ตรงนั้น ได้ไหม      ยิ่งถ้าเป็น      จังหวัดที่เคยเจริญรุ่งเรือง มาก่อน  ในอดีต     อย่างเช่น   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยแล้ว   ยิ่งต้องระวังให้จงหนักดังเช่นเรื่องที่ผู้เขียนจะเล่าเรื่องให้อ่าน  ดังต่อไปนี้
                      เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ที่ร้านรำมะนา คอฟฟี่  พี่ชายของผู้เขียนได้พาเพื่อนคนหนึ่ง   ซึ่งทำงานเป็นสถาปนิก  มาพบเพื่อสนทนาธรรม   กับอาจารย์ชา  ขณะนั้นอาจารย์ได้บริหาร และดูแลร้าน  แห่งนี้อยู่  พร้อมทั้ง ยังเป็นสถานที่รับแขก  ของท่าน ขณะที่สนทนากันอยู่หลายเรื่องนั้น  จนมาถึงเรื่องบ้านที่อยู่อาศัย ในปัจจุบันของพี่คนนั้น ซึ่ง ผู้เขียน
   ขอสมมติ เรียกชื่อว่า ” พี่เมศ”    ให้อาจารย์ช่วยตรวจเช็คดู     ด้วยญาณว่าเป็นอย่างไรบ้าง? บ้านหลังนี้อยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขณะที่พี่เมศขับรถมาทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับทุกวัน เพราะมีออฟฟิศ อยู่ในกรุงเทพฯ                     
                        อาจารย์ชา เอ่ยถามว่า  ”บ้านที่เราอยู่นั้นเลขที่เท่าไหร่”     พี่เมศ ตอบอาจารย์ไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ลังเล   อาจารย์นั่งหลับตา สักครู่หนึ่ง ตอบมาว่า “บ้านที่เราอยู่นั้น ปลูกทับพระพุทธรูปโบราณ องค์หนึ่ง สมัยอยุธยา  ถ้าเราดวงไม่แข็งบารมีไม่ถึงป่านนี้ ไม่บ้านถูกฟ้าผ่า ก็เกิดเพลิงไหม้บ้านไปแล้ว ถึงทำให้เราติดๆ ขัดๆ อยู่ในขณะนี้ ทั้งเรื่องงานเรื่องเงิน เพราะเราเดินข้ามหัว พระท่าน อยู่ตลอด
“ไว้วันไหน ว่างๆมารับอาจารย์ไปดูที่บ้านให้ซิ”     พี่ชายของผู้เขียนพูดแทรกขึ้น
“วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ว่างพอดีเลย เดี๋ยวผมมารับอาจารย์ไปดูที่บ้านนะครับ”  พี่เมศกล่าว
“ช่วงเวลาบ่ายสอง ก็แล้วกัน”    อาจารย์ตอบรับ  อีกทั้งบอกเวลานัดหมายให้ด้วย
                         ๓ วัน ต่อมา ถึงวันเสาร์ที่นัดหมายกัน พี่เมศโทร บอกว่า กำลังเดินทางมารับ อาจารย์บอกว่าไม่ต้องมารับหรอก เดี๋ยวไปกับพี่ชายของผู้เขียน รวมทั้งผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ช่วยของอาจารย์อยู่ในขณะนั้น   ให้พี่เมศไปดักรอรับที่ปั้ม ปตท ระหว่างทางที่จะไปบ้านก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียเวลา 
                            เมื่อเดินทางถึงที่หมาย หมู่บ้านนี้ปลูกอยู่บนที่ดิน ในส่วนที่เขาเรียกว่า ทุ่งภูเขาทอง ตรงข้ามทุ่งมะขามหย่อง  เจ้าของบ้านเป็นสถาปนิก ออกแบบแปลนบ้านเอง ในสไตล์ โมเดิ้ล  โดยไม่มีความรู้ และไม่ได้ศึกษา เรื่องศาสตร์ ของฮวงจุ้ยเลย   ทำให้บ้านหลังนี้ ผิดฮวงจุ้ย ด้วยบ้านนั้นสร้าง 
   เป็นรูปตัวแอว พี่เมศเล่าให้ฟังว่า มีซินแซท่านหนึ่ง เคยมาดูให้ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ทักบอกว่าทุบบ้านนี้ทิ้งเถอะแล้วสร้างใหม่ เพราะแก้ไขฮวงจุ้ยยาก
                             ระหว่างที่เดินสำรวจรอบๆภายในบริเวณบ้าน เห็นศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่   นั้นวางผิดที่ ผิดตำแหน่ง และศาลก็เอียงด้วย เกิดจากพื้นดินทรุดตัว  เจ้าที่ได้ฟ้องอาจารย์มาด้วยว่าเจ้าของบ้านไม่ดูแลเขาเลย  ปล่อยให้รกร้างจากการบูชา   อีกทั้งปล่อยให้รูปปั้นนางรำบนศาล ล้มระเนระนาดกระจัดกระจาย  ซึ่งผู้เขียนก็มองเห็นอยู่  พี่เมศยอมรับว่าจริงตามนั้น เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องงานจนไม่มีเวลามาดูแล
                                อาจารย์ บอกว่าบ้านหลังนี้ ผิดหลักฮวงจุ้ยแล้ว  ยังปลูกทับ พระพุทธรูปโบราณอีก จึงทำให้เจ้าที่ไม่มีกำลัง ที่จะช่วยหนุน โดยเฉพาะเจ้าที่  ณ สถานที่แห่งนี้ดีมาก  อาจารย์เห็นพระพุทธรูปองค์นี้อยู่กลางตัวบ้านพอดี ตรง
   ห้องนั่งเล่นที่เรานอนพักผ่อนดูทีวีนั่นแหละ เดี๋ยวอาจารย์ขอเวลาคิดสักเล็กน้อยว่า จะแก้ไขได้ด้วยวิธีใด
                                  อ่อ นึกออกแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก่อนอื่นให้สั่งหล่อทำฐานที่จะวางศาลแห่งใหม่ตรงหน้าบ้านโน่น เดี๋ยวอาจารย์จะวัดความยาว ความสูง ให้ตัวเลขนั้นตกตำแหน่งโชคลาภมั่งมีศรีสุข และถูกโฉลกกับเราและภรรยา เมื่อทำฐานเสร็จแล้วโทรบอกอาจารย์ด้วย จะดูฤกษ์ยามที่จะทำพิธีย้ายศาลและตั้งศาลใหม่ให้อีกที
                                   อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้เราต้องไปหาซื้อกระจกเว้ากระจกนูนและสิงห์คาบดาบ  มาให้อาจารย์เสก แล้วนำมาติดไว้ที่ตัวบ้าน โดยหันหน้าออกมาทางถนน  เพื่อลดกำลัง  สิ่งที่เป็นอัปมงคลก่อน  และหาต้นไผ่ พันธ์ที่โต แล้วไม่ใหญ่มาก มาปลูกรอบๆ บริเวณบ้านด้วย เป็นการแก้ฮวงจุ้ยไปพลางๆก่อน
    อาทิตย์  ต่อมา     พี่เมศ โทรมาแจ้งอาจารย์ให้ทราบว่า สร้างฐานสำหรับตั้งศาลแห่งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว อาจารย์จึงได้บอกวันที่  ที่ท่านดูฤกษ์เตรียมไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว พร้อมทั้งแจ้ง เรื่องของที่จะต้องเตรียม   ให้พร้อมในวันนั้น เช่น บายศรีเทพ ,บายศรีขอขมา ,อาหารคาวหวาน,ผลไม้,งาขาว,งาดำ ,เหล้าขาว เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่จะลืมไม่ได้คือเจ้าที่มาบอกกับอาจารย์ว่าขอศาลหลังใหม่ ทาสีออกเขียวๆ ด้วย
                             แล้ววันทำพิธี        ก็มาถึง อาจารย์ชา ผู้เขียนและปังปอน บุตรขายคนโตของอาจารย์ที่ขณะนั้นโรงเรียนปิดเทอม ขึ้นมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ พอดี
  เราทั้งสามร่วมทำพิธี โดยผู้เขียนและปังปอนยืนอยู่ด้านหลังของอาจารย์ทางซ้ายและขวา ขณะทำพิธีบวงสรวงหลังจากอ่านโองการบางบทจบลงก็จะสลับกับการใช้เครื่องดนตรีบรรเลง 
  บูชาถวายเทพเทวดา ซึ่งผู้เขียนยืนตีฆ้อง ปังปอนตีระฆัง ส่วนอาจารย์เป่าหอยสังข์ (ในตอนนั้นใช้เครื่องเป่ารูปช้างแทน)
                ในขณะ  ที่ทำพิธี ตั้งศาลใหม่อยู่นั้น    อาจารย์อ่านโองการ กล่าวอัญเชิญเทพเทวดาเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มาร่วมในพิธี หลังจากจบพิธีการ แล้วอาจารย์ถึงได้บอกว่ามีดวงวิญญาณคนตาย ณ สถานที่แห่งนี้มากมายที่ยังไปผุดไปเกิดไม่ได้เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นที่ตั้งประรำพิธีก่อนออกสู้รบในศึกสงคราม โดยมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งตั้งบูชาเป็นประธานอยู่ และนำศพทหารที่ล้มตายมากองรวมกันไว้ก่อนทำการกลบฝัง
                                      
                   อาจารย์ เลยถ่ายดวงวิญาณมากมายเหล่านั้นที่มาเกาะขอส่วนบุญอยู่ ให้มาอยู่กับผู้เขียนและปังปอนช่วยแบ่งเบารับไปบ้าง  ไม่งั้นอาจารย์เหนื่อยเพราะต้องใช้พลังมาก  มิน่าล่ะ ตอนนั้นผู้เขียนจึงรู้สึกร้อนแทบจะเป็นลมและรู้สึกอึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูก

 พระพุทธรูปที่อยู่ใต้บ้านของเรานั้นเทวดาที่มาร่วมงานในวันนี้ท่านได้ช่วยทำการเคลื่อนย้าย  ออกจากตัวบ้านให้แล้ว ในระยะ ๕ เมตร คงจะเลยแนว ของกำแพงรั้วบ้านไปพอดี แต่ถ้าเทวดาท่านอยากให้เราได้พระพุทธรูปนั่น    ก็จะผุดขึ้นมาให้เอง หรืออาจจะมาเข้าฝันบอก ให้คอยสังเกตดู ตอนพระขึ้นมาองค์ท่านจะเล็กหรือใหญ่ไม่แน่นอนหรืออาจจะมีขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว หรือ ๙ นิ้วเพื่อให้เราได้บูชาที่บ้าน ก็อาจจะเป็นได้
                                    ต่อมา อาจารย์หันมากล่าว  กับปังปอนว่า ดวงวิญญาณเหล่านั้นอาจารย์ได้ส่งไปเกิดใหม่เกือบหมดแล้ว เหลือไว้ให้ปังปอน ๒ ตน ลองไปนั่งคิดดูซิว่าจะส่งดวงวิญญาณ ๒ ตนนั่นได้อย่างไร ลองใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณาดู ห้ามใช้ฤทธิ์ไล่ไปเป็นอันขาด (อาจารย์ต้องการสอน
บุตรชายในการใช้ปัญญา ส่วนเรื่องฤทธิ์นั้นไม่ต้องสอนเพราะปังปอนมีติดตัวมาอยู่แล้วตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะกสิณไฟนั้นชำนาญมาก
                             
         สักครู่ใหญ่ ปังปอนพูดขึ้นว่า “ได้ส่งดวงวิญญาณ ๒ ตน นั่นไปเกิดใหม่เรียบร้อยแล้วครับ”
อาจารย์จึงถามขึ้นว่า เราใช้วิธีใด?  
“ด้วยการแผ่เมตตาและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลของผมที่มี ส่งให้กับวิญญาณนั่น แล้วให้เขารับพร้อมทั้งกล่าวอนุโมทนาสาธุ”     ปังปอนกล่าวตอบ
อาจารย์อมยิ้มเล็กน้อยพรางกล่าวขึ้นว่า  ใช้ได้ๆ ๆ
               ก่อนเดินทางกลับ เจ้าที่บ้านของพี่เมศ เอ่ยขอชุดที่อาจารย์ใส่ทำพิธี  ซึ่งอาจารย์ได้ใส่ทำพิธีต่างๆ มาหลายงานแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น โดยขอให้อาจารย์ยกชุดนั่น ให้กับพี่เมศ ซึ่งเป็นคนดีมากคนหนึ่ง อาจารย์ไม่ปฏิเสธ และรับปากว่าจะยกให้  แต่ขอใส่ทำพิธีอีกหนึ่งครั้ง ครั้งสุดท้ายในวันอุปสมบทของอาจารย์   ที่จะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้


                      เรื่องนี้ให้แง่คิด หลายแง่หลายมุม  ทั้งเรื่องที่ดินที่จะใช้สร้างบ้าน การปลูกบ้านแบบสมัยใหม่โดยผิดหลักฮวงจุ้ย การมีศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ภายในบ้านแล้วไม่ดูแล สู้อย่ามีจะดีกว่า สุดท้ายการใช้ปัญญา ในการช่วยเหลือคือการให้ ให้ความเมตตาและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่รอคอยผู้มีบุญ มาช่วยเหลือส่งให้ไปผุดไปเกิด 



1 ความคิดเห็น:

  1. เรื่องเล่าและบทความ เรื่อง พระใต้ดิน มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่จะสร้างบ้านอยู่อาศัยพร้อมกับมีคติ สอนให้คนและมนุษย์ทั้งหลายได้มีความรักและสงสารต่อมนุษย์ด้วยกันและดวงวิญญาณ
    ที่ยังมีกรรมในอดีตชาติ ได้ไปผุดไปเกิด โมทนาสาธุ

    ตอบลบ