ฝันที่เป็นจริง...กับสิ่งที่รอคอย

                
                              หมู่คณะผู้แสวงบุญที่ร่วมเดินทางผจญภัยในวันนั้น



            เหตุการณ์นี้ ได้เกิดขึ้นกับผมเมื่อกลางเดือน สิงหาคม ปี ๒๕๕๕  ที่ผ่านมา   โดยผมได้มีนิมิตหรือฝันที่แปลกประหลาดกว่าปกติ ถึงกับทำให้ผมต้องมีคำถามให้กับตัวเองโดยไม่ทราบว่าจะไปหาคำตอบนี้ได้ที่ไหน นิมิตนั้นมีอยู่ว่า ผมได้เดินไปในที่ๆหนึ่งที่ไม่เคยไปมาก่อน  จนไปพบกับพระสงฆ์สามรูป กำลังเดินลงมาจากเนินเขา ลักษณะเหมือนกับพระธุดงค์ โดยท่านทั้งสามสะพายบาตรและกลดมาด้วย คล้ายกับว่ากำลังเดินลงมาบิณฑบาตร ซึ่งบริเวณนั้นมีบ้านหลังเล็กๆอยู่ห่างๆกัน พอมองเห็นระยะไกลๆ ตอนนั้นทำให้ผมมีความรู้สึกอยากจะทำบุญตักบาตรมากเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าพระทั้งสามรูปคงจะลำบากเรื่องอาหารขบฉันมากพอสมควร แต่ก็จนปัญญาที่จะทำได้เพราะละแวกนั้นไม่มีร้านค้าเลยแม้แต่ร้านเดียว ผมก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้ทันท่านและเพื่อที่จะได้กราบนมัสการท่านก็ยังดี
             ในที่สุดผมก็ได้ทันกราบนมัสการท่านทั้งสามรูป สองรูปที่มีอาวุโสกว่าใส่จีวรสีเหลืองปกติอายุประมาณ ๖๐ กว่าๆ แต่องค์ที่อายุน้อยสุดใส่จีวรสีเข้ม(สีกลัก)อายุประมาณ ๓๐ กว่าๆ ท่านก็หันมายิ้มให้ แล้วผมก็ได้บอกความตั้งใจของผมให้ท่านฟังว่าตั้งใจจะใส่บาตร แต่ผมไม่มีอะไรเลยที่จะหามาได้ขอผมอธิษฐานจิตใส่จะได้หรือเปล่าครับ หลวงพ่อสองรูปที่อาวุโสก็ได้พูดว่า “แค่โยมคิดก็เป็นบุญแล้วและเป็นบุญของโยมแล้วที่คิดเช่นนั้น และท่านได้พูดแบบทิ้งท้ายว่าคงถึงเวลาของโยมแล้วล่ะ โยมมีอะไรก็ให้ถามท่านก็แล้วกัน” ท่านทั้งสองพูดพรางต่างก็มองไปที่พระหนุ่มรูปสุดท้าย
              แล้วก็ออกเดินต่อ ผมต้องวิ่งตามด้วยความอยากรู้และก็ได้ถามพระหนุ่มรูปนั้น ว่าหลวงพ่อทั้งสองรุปที่อาวุโส ท่านพูดมานั้นหมายความว่าอย่างไร ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อย พระหนุ่มก็บอกให้ผมเดินตามไปแล้วจะรู้คำตอบเอง ผมจึงเดินตามท่านไป ก็เริ่มเดินขึ้นเนินเขาจนไปถึงยอดเนิน และผมได้มองลงไปอีกฟากเป็นสถานที่ร่มเย็นมาก มีสนามหญ้า มีต้นไม้ มีสระบัวที่ใหญ่มากโดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสูง และสายน้ำที่แยกออกมาจากสระบัวโดยผ่านทางข้างหน้าที่เรากำลังเดินไป ได้มีสะพานไม้เล็กๆเพื่อที่จะเดินข้ามไปอีกฝั่งได้ และทุกคนก็ต้องหยุดใกล้ๆก้อนหินก้อนหนึ่งกว้างสักเมตรกว่าๆ ยาวสักสองเมตรเห็นจะได้ หลวงพ่อสองรูปที่อาวุโสกว่าก็ได้พูดขึ้นว่า “โยมอยากจะรู้อะไรก็ให้ถามท่านเอาเอง” พูดพรางก็มองไปที่พระหนุ่มอีกเหมือนเดิม และท่านทั้งสองก็บอกว่าอาตมาขอล่วงหน้าไปก่อน ก็แล้วกัน ทั้งสองรุปก็ออกเดินข้ามสะพานไป ด้วยความอยากรู้ผมก็จะอ้าปากถามอีกแต่ไม่ทันได้ถาม พระหนุ่มก็ชิงตอบก่อนบอกว่า  “โยม ลองขึ้นไปนั่งบนก้อนหินก้อนนี้ซิ แล้วทำจิตใจให้สงบจะรู้คำตอบเอง” ผมก็ขึ้นไปนั่งแบบงงๆ แต่ก็พยามทำจิตใจให้สงบเป็นสมาธิ และแล้ว ก็ได้รับรู้ถึง ความสงบ สบาย เยือกเย็น และอยากอยู่ที่นี่นานๆ (บรรยากาศเหมือนตอนที่เรามีเหงื่อออกแล้วเข้าไปนั่งในห้องแอร์) โดยมีความรู้สึกเหมือนกับเราเคยอยู่ที่นี่มาก่อน แต่ไม่รู้ว่าตอนไหน ผมนั่งอยู่บนก้อนหินนั่นประมาณ สิบกว่านาที เมื่อลืมตาขึ้นก็ได้เห็นรอยยิ้มของพระหนุ่มรูปนั้นเหมือนกับรู้ว่าผมได้รู้ อะไรบ้างแล้ว แล้วท่านก็ถามว่าเป็นไงบ้าง? รู้สึกอย่างไรบ้าง? รู้แล้วหรือยัง ว่าทำไมต้องพาโยมมาที่นี่ ผมก็บอกท่านไปว่าเหมือนผมเคยอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าตอนไหนครับ ในความรู้สึกมันเป็นแบบนั้น แล้วท่านก็ได้บอกว่าเราเคยอยู่ที่นี่ด้วยกัน ผมเคยปฏิบัติบนก้อนหินนี้มาก่อน และท่านก็ปฏิบัติอยู่บนก้อนโน้น พูดพรางก็ชี้ไปที่หินอีกก้อนที่อยู่ใต้โคนไม้ริมธาร เป็นต้นไม้ที่มีใบหนาทึบแต่ไม่ใช่ต้นโพธิ์หรือต้นไทร ผมก็ได้ถามท่านไปว่าเมื่อไหร่ผมจะได้เจอท่านอีก ท่านก็พูดทิ้งท้ายว่าเมื่อถึงเวลาแล้วโยมจะมาที่นี่เอง ผมก็ลาท่านกลับไป
                เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ผมพยายามนึก และคิดตลอดเวลาว่าต้องมีที่มาที่ไปแน่ๆ แต่ก็มืดแปดด้าน แต่ก็ทำให้มีความหวังที่จะไปหาสถานที่ในนิมิตให้ได้ ถ้ามีโอกาสหรืออาจจะต้องมีผู้ชี้แนะ ก็เลยบอกกับตัวเองว่าเราต้องสร้างบุญบารมีเพิ่ม นี่คือหนทางหนึ่งที่จะบอกเราได้เพราะเราต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง เมือคิดได้เช่นนี้ ก็พยายามมองหาวิธีการที่ดีที่สุด ที่ตัวเราพอจะทำได้  ก็ได้มา ปรึกษากับภรรยาว่าเรามีพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่มีค่าอยู่ เราเอามาเก็บไว้บูชาเองครอบครัวเดียวก็เหมือนเราเห็นแก่ตัว เราน่าจะแบ่งปันให้คนอื่นได้บูชาบ้าง เพื่อที่จะสานต่อบุญให้ถึงท่านผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ได้อธิษฐานจิตสร้างไว้ เมื่อปางก่อน เพราะผมคิดว่าท่านๆทั้งหลายที่สร้างบุญกุศลเช่นนี้ท่านไม่อยู่ในอบายแน่ ท่านๆคงจะมองเห็นการกระทำของเราและขอบุญบารมีในครั้งนี้ช่วยชี้แนะและนำทาง ให้ผมและครอบครัวได้ไปพบกับสิ่งที่ดีๆและพบกับครูบาอาจารย์ทีเถิด ก็เลยมองหาสถานที่ๆเหมาะสม ก็สรุปว่าเอาไปไว้ที่วัดพระใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ โดยได้มอบให้ อาจารย์ทิพากร รินไธสงค์ และอาจารย์ ท่านได้ประดิษฐ์สถานไว้ที่เจริญปุระนคร และวันที่ผมมอบพระพุทธรูปให้ อาจารย์ทิพากร ได้มีท่านผู้มีจิตศรัทธานำโต๊ะหมู่ไปถวายเช่นกันเป็นโต๊ะหมู่ฝังมุกที่สวยงามมาก ซึ่งเป็นความเหมาะสมที่ลงตัวอย่างมหัศจรรย์จริงๆเหมือนกับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ(พระพุทธรูป ๒ องค์หน้าตักสิบกว่านิ้ว และพระโพธิสัตว์กวนอิมอีก๑องค์)
                 ต่อมา นิมิตแรกยังไม่เจอคำตอบเลย นิมิตใหม่ก็เข้ามาเพิ่มอีก เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อหลังเที่ยงคืนวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของผมเอง(๑๓ ตุลาคม )ผมได้มีนิมิตว่าได้มีคนมาเรียกชื่อแต่เสียงแปลกๆไม่เคยได้ยินเสียงนี้มา ก่อน ตอนนั้นเหมือนผมทำอะไรอยู่หลังบ้าน ก็ได้บอกไปว่ารอสักประเดี๋ยวนะ แล้วผมก็เปิดประตูจากหลังบ้านเข้ามาถึงกับตกตะลึง ฉับพลันนั้น ได้มีแสงสีเขียวที่เจิดจ้ามากสามารถส่องแสงแทงทะลุทุกซอกทุกมุมของตัวบ้านได้ อย่างมหัศจรรย์พลันลึก
ผม พยายามตั้งสติ และมองหาแหล่งกำเนิดของแสง ก็ได้มองเห็นว่ามีจุดศูนย์กลางอยู่บนโต๊ะกลางบ้าน แสงเจิดจ้าอยู่ประมาณสามนาทีเห็นจะได้ แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆถอยกลับเข้าสู่แหล่งกำเนิดที่เป็นจุดศูนย์กลางอย่างช้าๆ ที่มีรูปร่างลักษณะยาวรีๆซึ่งอยู่ในแนวตั้ง แล้วค่อยๆลอยขึ้นจากโต๊ะตรงไปทางประตูหน้าบ้านอย่างช้าๆแต่พอออกนอกบ้านลูก แก้วสีเขียวที่ว่านั้นไปเร็วมากจนมองแทบไม่ทันและหายวับไปไนที่สุด
                  ต่อมาปลายเดือน ตุลาคมผมก็ได้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตดูว่าจะพบเห็นสถานที่เหมือนกับในความฝันของเราบ้างไหมหนอ จนมาเจอเข้ากับเว็บไซค์บ้านธรรมะรักโข ได้เข้าไปอ่านดูเนื้อหาและสาระต่างๆ จนทำให้มีความรู้สึกว่าอยากจะไปที่ถ้ำวังนายพุด เพราะอาจจะมีคำตอบบางอย่างให้เราได้ ผมจึงได้โทรศัพพ์มาหาภรรยาที่บ้านให้ช่วยเตรียมกระเป๋าให้ โดยให้มีสัมภาระอยู่ได้ประมาณสามหรือสี่วันพร้อมด้วยชุดขาว และก็ให้ใครก็ได้ที่บ้านขับรถมาจอดไว้ที่สนามบินจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วฝากกุญแจรถมาให้กับเพื่อนร่วมงานผมด้วย ภรรยาก็เตรียมให้เรียบร้อยทุกอย่าง กุญแจรถสำรองก็ถึงมือผมเรียบร้อย แต่ทุกอย่างก็ต้องยกเลิกเพราะผมมีนิมิตว่ารถต้องมาเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง และได้บอกห้ามใครใช้รถจนกว่าผมจะกลับบ้าน ซึ่งผมก็กลับบ้านตามปกติตอนปลายเดือนตุลาคม  (ลืมบอกไปว่าผมทำงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทยหรือไม่ก็อยู่ต่างประเทศคือสิงคโปร์)   ต่อมา รถคันดังกล่าวก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ ตามที่นิมิตและก่อนจะถึงกำหนดลงไปทำงานอีกรอบปลายเดือนพฤศจิกายน ก็มีความรู้สึกว่าต้องไปตามที่เคยคิดไว้ให้ได้
                   วันหนึ่ง ช่วงเช้าวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน๒๕๕๕ ก็ได้ออกเดินทางคนเดียวไปหาวัดวังหอมฯ และแล้วก็ได้ถึงที่หมายตามความประสงค์ ตอนแรกที่เข้าไปในบริเวณวัดผมก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่คือ ภาพและบรรยากาศในนิมิตที่หนึ่ง แต่ไม่เจอพระอาจารย์ คนงานบอกว่าท่านไป อำเภอทุ่งสง ไม่ทราบว่าจะกลับตอนไหน ผมก็ได้แต่คิดว่ามาแล้วต้องรอจนเจอท่าน นอนวัดก็เอา ผมก็ได้ลงไปเดินดูและนึกถึงภาพในนิมิต และก็ได้เจอก้อนหินโบราณอยู่ใกล้ๆโคนต้นหว้าริมน้ำ ที่ว่าก้อนหินโบราณก็เพราะมีหลักฐานทางธรณีวิทยา คือเห็นฟอสซิลรูปก้างปลาที่บนก้อนหินนั้นเอง เมื่อมาถึงจุดนี้ก็ได้เกิดคำถามขึ้นในใจตามมาอีกหลายข้อที่ต้องรอพระอาจารย์เป็นคนไขปริศนา
                  จากนั้น ก็ได้ไปนั่งรอพระอาจารย์ที่บ้านของผู้ใหญ่แห่งบ้านวังหอน ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ จึงย้อนกลับเข้ามาที่วัดอีกรอบ พบว่าพระอาจารย์กลับมาแล้วได้ขับรถไปจอดที่หน้ากุฏิพระอาจารย์ซึ่งมีลักษณะ เหมือนถ้ำต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น ขณะลงจากรถก็ได้มีเสียงของคนที่ทำงานแถวๆนั้น บอกว่าพระอาจารย์มาแล้ว อยู่ที่ศาลา ผมก็มองตามมือของคนงานที่ชี้ไปหาพระอาจารย์ ภาพแรกที่สะดุดตาคือจีวรสีเข้ม(สีกลัก) จึงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาพระอาจารย์ที่ศาลา ภาพที่สองของพระอาจารย์ที่ผมได้เห็น บุคลิก หน้าตาของพระอาจารย์คือพระหนุ่มในนิมิตของผมนี่เอง ใช่แล้ว มาถูกทางแล้ว ผมรู้สึกขนลุกซู่ๆดีใจจนบอกไม่ถูกผมก็ได้เข้าไปกราบพระอาจารย์ ตอนนั้นท่านกำลังจะฉันเพลพอดี
                 ผมจึงออกมารอข้างนอกก่อน จนกว่าพระอาจารย์ฉันเพลเสร็จ แล้วค่อยเข้าไปหาท่านใหม่                     ท่านก็ถามว่าผมมาจากไหน ผมบอกว่ามาจากสงขลา ท่านถามต่อว่าเคยมาที่นี่ไหม ผมตอบว่าไม่เคยมาเพิ่งจะมาเป็นครั้งแรกครับ ท่านถามแล้วมาได้อย่างไร ผมบอกว่ามาตามลายแทงข้างบน ท่านก็พูดว่า อ๋อ สูมานิเองที่ทำให้เราไม่ไปกรุงเทพฯ เขานิมนต์ไปกรุงเทพฯ แต่พระอาจารย์ไม่รับนิมนต์เพราะมีความรู้สึกว่าจะมีคนมาหา แล้วก็ได้พูดคุยกับท่านถึงเรื่องที่ผมนิมิตต่างๆ จนมาถึงเรื่องลูกแก้ว พระอาจารย์บอกว่าใครๆก็อยากได้สีเขียวแต่ยากที่จะได้ เคยมีคนจะไปเอาลูกแก้วสีเขียวนี้โดยการใช้วิชาอาคม แต่ก็ต้องจบชีวิตลง   ต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ครอบครอง เคยมีเจ้าของเขาเอาไปแล้วหนึ่งลูก เหลืออีกหนึ่ง หรือจะเป็นขอสู ผมก็ไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้นหรอก เพราะไม่ได้คิดว่าจะมาเอาลูกแก้ว พระอาจารย์นั่งหลับตานิ่งสักหนึ่งนาทีเห็นจะได้ก็พูดออกมาว่า “เออ ของสูนั้นแหละ ถึงเวลาแล้วจะได้เอง” แล้วอาจารย์ก็ได้เล่าเรื่องโดยย้อนอดีตไปเมื่อสมัยชาติที่เจ็ดและอีกหลายๆเรื่อง
                   จนเวลาบ่ายคล้อยมากแล้ว ก่อนที่ผมจะลากลับ ก็ได้ถามพระอาจารย์อีกหนึ่งคำถามคือพระอาวุโสสองรูปในนิมิตคือใคร ผมก็ได้พูดไปว่าอีกรูปดูๆไม่ใช่พระทางบ้านเราแต่เป็นพระป่าแน่นอน และท่านก็บอกว่าเดี๋ยวถึงเวลาก็จะรู้เอง แล้วอาจารย์ก็ได้ถามว่าช่วงปลายปีนี้ว่างไหม ถ้าว่างจะได้มาเข้าถ้ำกัน ผมรับปากทันทีและได้บอกท่านไปว่าผมจะกลับจากทำงานอีกที วันที่ ๓๐ ธันวาคม พระอาจารย์บอกว่าจะเข้าถ้ำวันที่ ๒๙ ธันวาคม๒๕๕๕ พระอาจารย์บอกว่าทันถ้าจะมา แต่จะต้องมีอุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้นก่อนเพื่อจะทดสอบเรา และที่เข้าถ้ำเราต้องคิดไว้เสมอว่าอาจจะไม่ได้กลับออกไป ผมรับปากทันที และบอกท่านไปว่าผมไม่ได้กลัวตายครับ และผมก็ได้ลาพระอาจารย์กลับสงขลา
                   ครั้งนั้น ผมกลับจากแท่นขุดน้ำมันก่อนกำหนด คือกลับวันที่ ๒๘ ธันวาคม และถึงวัด ๒๙ เช้า แต่วันนั้นเข้าถ้ำไม่ได้ มีพายุและฝนตกหนักมาก ต้องเลื่อนการเดินทางไปอีกวันและออกจากถ้ำหลังปีใหม่ นับว่าเป็นความสุขทางจิตที่ไม่อาจลืมเลือน ในการเข้าไปปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งนั้น



                     ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากยังไงก็ต้องไปพิสูจน์ให้ได้


                               บรรยากาศเหมือนในนิมิตเปี๊ยบเลย


                  ต้องใช้วิชาตัวเบาและการทรงตัวที่ดีในการข้ามวัฏฏสงสาร



                                       พระอาจารย์ข้ามได้อย่างสบาย

 
 
เส้นทางเดินสายนี้ใช่ว่าจะราบเรียบ เสมอไป


                                       มุมผ่อนคลายอิริยาบท


                                   พระอาจารย์นำสวดมนต์ทำวัตรเย็น


                                     หมู่ลูกศิษย์ผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลาย


                          พระอาจารย์พาสำรวจภายในถ้ำวังนายพุด


                                  อดีตในชาติที่เจ็ดเป็นพระฤาษีฝั่งตะวันออก


             พระอาจารย์ถ่ายภาพคู่กับพระฤาษีฝั่งตะวันตกก็คือท่านเองในอดีต


     ร่วมกันถ่ายภาพกับร่างสังขารของพระฤาษีตะวันตกที่กลายเป็นหินเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน


                พวกเรา...ร่วมกันถ่ายภาพหมู่ไว้เป็นที่ระลึกในการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้

                    หลังจากนั้น ผมก็ได้ไปหาพระอาจารย์สองถึงสามครั้งและได้นัดแนะจะไปเอาลูกแก้วกันสองสามครั้งแต่มีเหตุต้องเลื่อนทุกครั้งไป จนกระทั่งมาถึงวันที่๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำเดือน๔ ก็ได้ไปเอาจริงๆ วันนั้นออกเดินทางเวลา ๕ โมงเย็น ๕๙ นาที โดยมีพี่เลิศ ชาวบ้านคนเดียวที่เคยไปถ้ำมาแล้วแต่พอเอาเข้าจริงๆหาถ้ำที่ว่าไม่เจอและได้ ไปเจออีกถ้ำที่ไม่มีใครเคยไปและเข้ามาก่อน และไม่มีใครหาทางเข้าถ้ำได้แม้แต่ พรานสุนัย พรานป่าแห่งบ้านวังหอน ก็หาทางเข้าไม่ได้ และอีกหลายคนที่เคยเดินป่าเข้าถ้ำแถวๆนั้นมาแล้ว แต่ก็บอกกันคำเดียวว่าเข้าไม่ได้ ตอนนั้นผมยืนอยู่ใกล้ๆพระอาจารย์ ผมก็ได้แต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นหนอ หรือว่ายังไม่ใช่วันของเรา แต่ก็คิดว่าวันนี้คือวันดีแล้วน่ะ
    
                  ปากทางเข้าถ้ำที่พบเห็นได้ยากยิ่ง ถ้าผู้ดูแลเขาไม่เปิดให้...

              ผมเลยลองขออธิษฐานดู พออธิษฐานเสร็จก็ลงไปตามทางที่เขาว่าเข้าไม่ได้นั้นแหละ แต่ภาพที่ผมมองเห็นข้างหน้ามันไม่ใช่ที่คนอื่นเห็น มันเป็นเหมือนขั้นบันไดที่ลงง่าย และผมก็ได้ลงไปตามบันไดนั้นจนถึงในถ้ำและตะโกนบอกพระอาจารย์ว่าผมลงมาถึงแล้วแต่ขอสำรวจดูก่อน และได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดออกมาพอได้ยินว่า เจ้าของถ้ำเดิมเขารู้ทางเข้าออกของเขาดี ผมก็ได้เดินนำเข้าไปประมาณสิบเมตรก็เหมือนจะหมดทางไปอีก เลยต้องอธิษฐานจิตขออีกรอบ และแล้วก็ได้เห็นช่องทางที่ออกไปหาห้องโถงได้อย่างง่ายดาย
                  ผมก็เข้าไปจนถึงห้องโถงแล้วกลับมาบอกว่า ลงมาได้มีห้องโถงอยู่ข้างใน และผมก็ทำหน้าที่รับทุกคนลงถ้ำจนถึงคนสุดท้าย ที่จะเข้าถ้ำในวันนั้น พื้นถ้ำข้างในเป็นเหมือนเดินบนพรมเลยครับ เพราะเป็นดินทรายเหลืองที่อ่อนและไม่เคยมีรอยเท้าใครเลย เวลาย่างเดินแล้วจะยุบลงประมาณหนึ่งนิ้วเลยรู้สึกนุ่มเท้า และบนเพดานห้องโถง เต็มไปด้วยแผ่นสีเงินและแผ่นสีทอง จากห้องโถงจะเป็นทางลาดลงไปหาธารน้ำที่ไหลอยู่ตลอด แถมมีปลาตัวโตๆว่ายอยู่มากมายอีกด้วย พระอาจารย์กล่าวว่า”ของสูโน่นไง” พลางชี้มือให้ดู และแล้วผมก็ได้รับลูกแก้วคู่บารมีสีเขียวจากแท่นหินกลางธารน้ำนั้นเอง ในความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกจริงๆครับ รู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก กับความฝันที่เป็นจริงกับสิ่งที่รอคอย ในวันนั้นมีผู้ที่มีบุญบารมี ที่ไปเอาลูกแก้วคู่บารมี ด้วยตัวเองถึงสี่ท่าน และอีกสามท่านพระอาจารย์ได้นำกลับมาให้ 

                                  บริเวณห้องโถงใหญ่ภายในถ้ำ


           ความงดงาม ความสมบูรณ์ภายในถ้ำซึ่งปราศจากผู้คนเข้ามาเยือน


                     ภายในรังที่นิ้วมือชี้ไปนั้นมีเหล็กไหลสีดำอาศัยอยู่


 ผนังและเพดานภายในถ้ำที่มีลายดอกพิกุลเงินและพิกุลทองพระอาจารย์จึงตั้งชื่อถ้ำที่ค้นพบใหม่แห่งนี้ว่า ถ้ำเงินทอง



                 พระอาจารย์กำลังบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันทำการค้นหาธาตุกายสิทธิ์ แต่เมื่อได้มาแล้ว
                  ให้นำมารวมไว้ที่พระอาจารย์ก่อน เดี๋ยวท่านจะบอกว่าอันไหนของผู้ใด





                 ธาตุกายสิทธิ์สีเขียวคู่บารมีของผมตรงตามความฝันหรือในนิมิต สมกับเวลาที่รอคอย


                                      ธาตุกายสิทธิ์สีเหลืองอยู่ภายในธารน้ำ



                             ธาตุกายสิทธิ์บนพื้นดินภายในถ้ำคล้ายถูกจัดวางไว้ให้



                                      ผนังและเพดานถายในถ้ำ

                  จากนั้น ผมก็กลับขึ้นไปบนห้องโถงของถ้ำ และได้มองไปที่แท่นหินงอกหินย้อย ทันใดนั้น พลันสายตาของผมกับเห็นเป็นเทพธิดา แต่งกายสวยสดงดงามมากเธอยืนถือพานทองอยู่ ในนั้นเห็นธาตุกายสิทธิ์สีต่างๆระยิบระยับเต็มไปหมด จึงได้ขอท่านเทพธิดาว่าถ้าของที่อยู่ในพานทองที่ท่านถืออยู่นั้น พอที่จะมอบให้ลูกหลานนำพาไปสร้างบารมีเพื่อต่ออายุพระศาสนา ก็ขอให้ท่านได้โปรดเมตตา มอบให้ทั่วกันทุกคนเถิด และผมก็ได้ขออนุญาตถ่ายรูปต่อท่าน โดยท่านสมยศเป็นตากล้องให้ ถ้าเรามองฉากหลังเผินๆก็จะเห็นเป็นแค่เสาหินสูงๆแต่ถ้ามองให้ลึกให้ละเอียดจะเห็นเป็นผู้หญิงที่สวยและงามมากจนไม่มีที่ติครับ   

                   
            ภาพที่ผมถ่ายคู่กับเทพธิดา ถ้าเรามองฉากหลังเผินๆก็จะเห็นเป็นแค่เสาหินสูงๆ

         ธาตุกายสิทธิ์รูปทรงแบบผลสมอหรือลูกรักบี้  มีทั้งสีม่วง ฟ้า และรูปทรงแปลกๆสีเหลือง


                   ธาตุกายสิทธิ์รูปทรงแบบผลสมอหรือลูกรักบี้ แบบหยดน้ำ มีทั้งสีม่วง เหลือง ฟ้า
                                


                          ผู้ที่มีบุญบารมีได้ครอบครองธาตุกายสิทธิ์(เจ้าของเดิม)



                       ธาตุกายสิทธิ์หลากสีหลายรูปลักษณ์ที่นำมารวมไว้ที่พระอาจารย์ชา


               ก่อนเดินทางกลับ พวกเราได้ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันไว้เป็นที่ระลึก บริเวณใกล้กับผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยลายดอกพิกุลสีเงินและสีทอง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับบริเวณที่เทพธิดายืนอยู่ เมื่อถ่ายรูปเสร็จสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ คือได้มีลูกแก้วระยิบระยับเต็มไปหมด เทลงมาจากพานของเทพธิดาตรงหน้าท่าน ผมได้เห็นเช่นนั้นรีบเข้าไปนั่งรับไว้และร้องเรียกพระอาจารย์ให้เข้ามาดู เสียดายมากที่ท่านสมยศถ่ายรูปไม่ทัน เลยอดถ่ายรูปมาให้ได้ชมกัน แต่ภาพนั้นก็ยังติดตาผมอยู่ตลอดไปครับพระอาจารย์เห็นเข้าแล้วกล่าวว่าเก็บมาทั้งหมดแล้วเอามาให้เรา เดี๋ยวจะจัดสรรแบ่งให้ครบทุกคน 

 
                             ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ระลึก


                เมื่อทุกคนออกมาจากถ้ำก็ได้มารับลูกแก้วจากพระอาจารย์ครบตามจำนวนคนที่ได้เข้าไปในถ้ำทั้ง ๓๓ คน รวมทั้ง สามเณร สามเณรีที่มาบวชอยู่ที่วัดวังหอมฯด้วย     เทพธิดาท่านใจดีจริงๆ   หลัง จากเดินทางกลับมาถึงวัดแล้ว น้องหนิงอยากได้สีเขียวแบบของผมบ้าง ส่วนผมก็อยากได้สีดำของน้องหนิง เพื่อไว้เป็นที่ระลึก ผมเลยกล่าวว่าเอาอย่างนี้ ก็แล้วกันเรามาคลอดลูกแลกเปลี่ยนให้แก่กัน ต่างก็หยิบธาตุกายสิทธิ์ขึ้นมาอธิษฐานจิต เสร็จแล้วส่งให้กับพระอาจารย์ชา ผลปรากฏว่าต่างคลอดลูกออกมารูปทรงเหมือนกับตัวแม่ไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งผมได้เห็นกับตาตัวเองเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยอ่านเรื่องราวต่างๆจากเว็บไซค์บ้านธรรมะรักโข และหนังสือชื่อว่า “เรื่องจริงอันศักดิ์สิทธิ์เกิดนิมิตปาฏิหาริย์ เล่ม๖ปาฏิหาริย์ธาตุกายสิทธิ์” ที่สามารถซื้อหาอ่านได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 ธาตุกายสิทธิ์สีดำคลอดลูก

 ธาตุกายสิทธิ์สีเขียวและสีดำต่างคลอดลูก

 ลูกของผมเองได้มาวันแรกก็คลอดลูกเลย

รวมธาตุกายสิทธิ์ที่ผมได้ สีดำคลอดออกมาแลกกันส่วนสีแดงและขาวเก็บได้ตอนฝนตกเป็นลูกแก้วที่วัด

                       ภาพของธาตุกายสิทธิ์สีสันและรูปทรงต่างๆหลังจากได้มาจากในถ้ำ

                             ธาตุกายสิทธิ์ที่เทพธิดาเทลงมาจากพานทอง



      ถ่ายรูปร่วมกับสีเหลืองขนาดใหญ่คู่บารมีของพระอาจารย์ชาและสีแดงคู่บารมีของพี่สมชาย


                                 ธาตุกายสิทธิ์สีชาที่มีรูปทรงแปลกๆ


                                          เหล็กไหลบาดาล


                               พี่สมยศตากล้องมือหนึ่งของพวกเรา

                 ท้ายที่สุดนี้เรื่องราวทุกขั้นตอนของเหตุการณ์ทั้งหมด ที่เกิดกับผม ก็ด้วยบารมีของท่านพระอาจารย์ชา ที่เป็นผู้ชี้แนะและเหนี่ยวนำจิตของผม ให้มาเจอกับหลายๆคนที่เคยอยู่ด้วยกันมาในชาติที่เจ็ด  โดยเฉพาะท่านธรรมะรักโขเคยเป็นเพื่อนรักเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน ผมจึงได้นำเรื่องราวที่ได้นิมิตครั้งนี้ เล่าให้ท่านธรรมะรักโขฟัง ต่อมาภายหลังท่านธรรมะรักโขนำภาพให้ดู จึงได้ทราบว่าพระที่อาวุโสทั้งสองรูปในนิมิตคือหนึ่งตาหลวงแสง ธัมมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดวังหอมฯ สองหลวงปู่วิไลย์ เขมิโย วัดถ้ำพญาช้างเผือก จ.ชัยภูมิ ซึ่งพระอาจารย์ชากล่าวว่าหลวงปู่วิไลย์เป็นพระอาจารย์ของท่านมาเจ็ดชาติแล้วชาตินี้เป็นชาติที่แปด นับได้ว่าผมไม่เสียชาติเกิดจริงๆในชาตินี้ นี่จึงเป็นเรื่องเล่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของผม
                                                           
                                        
                                                                                              เสนอ  แสงสีดำ  จากสงขลา

1 ความคิดเห็น:

  1. ยินดีและดีใจกับทุกท่านที่ได้ของวิเศษกัน

    ตอบลบ