ช่วยวิญญาณผูกคอตาย



เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้  เป็นเรื่องของความบังเอิญ ที่แสนจะบังเอิญ เหมือนกับวิญญาณผู้ตายอยากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้ได้หลุดพ้น    จากบ่วงกรรมอย่างเร็วที่สุด     ซึ่งเรื่องนี้ก็มาเกี่ยวพันกับน้องสาวของผู้เขียนชื่อว่าน้องโอ ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ของจังหวัดสุราษฏร์ธานี   ด้วยความบังเอิญเช่นเดียวกัน
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นจากการที่น้องปอนด์น้องชายของน้องกุ้ง (เพื่อนสนิทของน้องโอ) เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าไปทำงานแผนกช่างในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนเพื่อนำของไปเก็บ ทำให้ได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งสวมชุดคล้ายช่างแต่ไม่เหมือนกับชุดที่เขาใส่ในปัจจุบัน ยืนนิ่งอยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง ไม่พูดไม่จา เขาเก็บความสงสัยมาสอบถามจากพนักงานคนอื่นๆก็ได้ความว่า   ผู้ชายคนนั้นเป็นพนักงานช่างของที่นี่   ซึ่งผูกคอตายในลิฟท์ เสียชีวิตมานานแล้ว  แต่วิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ค่อยไม่มีใครรู้มากนัก    เนื่องจากห้างสรรพสินค้าปิดข่าว เพราะเกรงจะเสียชื่อเสียงและเสียลูกค้า
เหตุการณ์ที่สอง เกิดจากเพื่อนของน้องโอชื่อน้องนิดต้องการที่จะไปกราบไหว้พระอาจารย์ชา มหิทธิโก ณ วัดวังหอมพุทธาราม ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เพราะความเลื่อมใสศรัทธา และต้องการให้ท่านช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องส่วนตัว ขณะที่นั่งรถเพื่อเดินทางมุ่งหน้า  ไปยังวัดก็มีการสนทนากัน  ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระอาจารย์ ทำให้น้องนิดเปิดเผยเรื่องราวในอดีต  ให้ฟังว่า แฟนเก่าของเธอซึ่งคบหากันมาประมาณ 4 ปี ได้ผูกคอตายในห้างดังแห่งหนึ่ง เธออยากรู้ว่าวิญญาณของแฟนเก่าเป็นอย่างไรบ้าง ได้ไปเกิดหรือยัง เพราะเขาเสียชีวิตมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว  ทำให้น้องโอ หวนระลึกนึกถึงเรื่องที่น้องปอนด์เคยเล่าให้ฟัง จึงถามเธอตรง ๆ ไปว่า”ใช่ห้างชื่อนี้หรือไม่?” สีหน้าน้องนิดดูตกใจและแปลกประหลาดใจมากที่น้องโอทราบเรื่องดังกล่าวนี้ น้องโอจึงเล่าให้เธอฟังว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมาน้องชายของเพื่อน ซึ่งทำงานอยู่ที่ห้างดังกล่าว ได้เห็นวิญญาณนั้นเข้า แสดงว่าเขายังไม่ไปเกิดและยังคงวนเวียนอยู่ที่นั่น
เมื่อเดินทางมาถึงวัด น้องนิดก็นำชื่อ-สกุลของผู้ตายบอกกล่าวกับพระอาจารย์ชา ท่านตรวจด้วยญาณดูแล้ว มีสีหน้าเป็นกังวลและเคร่งเครียดมาก พูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า
“เราจะต้อง   ช่วยเหลือเขาให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด” เพราะวิญญาณตนนี้มีความทุกข์ทรมานมาก อด ๆ อยาก ๆ น่าเวทนายิ่งนัก การตายด้วยการผูกคอตายถือเป็นบาปที่หนักหนาอยู่แล้ว เป็นการทรยศตัวเอง ทำร้ายตัวเอง ทั้งยังเป็นการตายที่เกิดจากความผิดหวังเสียใจจากอดีตคนรัก ทำให้ดวงจิตขณะเสียชีวิตนั้นผูกติดอยู่กับความหึงหวง ความเศร้าเสียใจ และความวิตกกังวล จึงได้ตายไปเกิดเป็นโอปปาติกะในรูปแบบเปรตที่ไม่สามารถหากินเองได้ เป็น ขุปปิปาสิกเปรต คือ เปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็นนิจ
จากนั้นพระอาจารย์ได้บอกวิธีช่วยเหลือเขาด้วยการนำรูปถ่ายหรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตายมาทำพิธี น้องโอจึงหันไปถามกับน้องนิด ว่าพอจะมีสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตายมั้ย ก็ได้ความว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับเขาเลย และไม่รู้จักบ้านหรือญาติพี่น้องของเขาด้วย มีเพียงชื่อ-นามสกุลเท่านั้น และทราบเพียงว่าบ้านของเขาอยู่ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
ด้วยความอยากช่วยเหลือวิญญาณดังกล่าว น้องโอจึงนำชื่อ-สกุลของผู้ตายไปให้คนรู้จักซึ่งทำงานด้านทะเบียนราษฎร์ช่วยค้นหาประวัติพร้อมที่อยู่
2 วันต่อมา น้องโอก็ได้ทราบว่าบ้านของผู้ตายอยู่ในตัวเมืองทุ่งสง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่น้องโอและเพื่อน คือน้องกุ้ง (พี่สาวของน้องปอนด์คนที่เห็นวิญญาณผู้ตายในห้าง) จะต้องเดินทางไปยังวัดวังหอมพุทธารามเพื่อปฏิบัติธรรมในป่า (กระนั้น น้องโอก็ยังคิดไม่ตกว่าจะหาที่อยู่ดังกล่าวเจอได้อย่างไร เพราะน้องโอไม่ใช่คนพื้นเพที่นั่น อีกทั้งมีเวลาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก)
ระหว่างเดินทางไปทุ่งสง จู่ ๆ น้องกุ้งก็รู้สึกปวดไหล่มากเหมือนมีคนมานั่งอยู่บนบ่า เธอจึงพูดว่า “ถ้าท่านอยากไปร่วมบุญในการปฏิบัติธรรมก็ไม่ว่ากัน แต่กรุณาไปนั่งที่เบาะหลังได้ไหม” เหลือเชื่อมาก ในครู่ ต่อมาไม่นานนัก อาการปวดไหล่ของน้องกุ้งก็ได้หายเป็นปลิดทิ้ง
ในการเดินทางครั้งนี้ น้องโอจะต้องไปรับเพื่อนอีกคนหนึ่งในตัวเมืองทุ่งสง คือ น้องอ้อม ซึ่งนัดหมายเวลากันไว้ประมาณ บ่ายสองโมง เมื่อไปถึงที่นัดหมายปรากฏว่ารถตู้คันที่น้องอ้อมโดยสารมา ยังมาไม่ถึง พวกเราจะต้องจอดรถรอประมาณ ๒๐ นาที น้องโอจึงวนหาที่จอดรถ แต่ไม่มีที่จอดรถว่างเลยแม้แต่ที่เดียว น้องโอจึงหันไปหารือกับน้องกุ้งว่า “เราลองขับรถวนหาบ้าน

หลังนี้เล่น ๆ กันพรางๆไหม เผื่อเจอ” ก่อนจะเริ่มต้นค้นหาก็พูดลอย ๆ ว่า “ถ้าอยากให้เราช่วยก็ช่วยดลจิตดลใจให้เราหาเจออย่างง่ายดายและช่วยนำทางพวกเราด้วยนะคะ”
เราเริ่มต้นเสี่ยงดวงด้วยการตัดสินใจเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไฟแดง ขับผ่านทางรถไฟไปสักพักก็เจอตำรวจจราจร 3-4 นายตั้งด่านตรวจอยู่ จึงแวะถามทาง คุณตำรวจบอกให้ขับตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอถนนที่ตามหา ก่อนสำทับว่า “ถ้าไม่ทราบชื่อซอยก็หายากสักหน่อยนะ” พวกเราพยักหน้ารับทราบเพราะใจจริงก็คิดว่าเพียงว่าลองขับวนหาไปเรื่อย ๆ เท่านั้น เจอก็เจอ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร บ้านเลขที่ดังกล่าวที่ได้มาจากทะเบียนราษฎร์ คือ บ้านเลขที่ 22/208 สองคนสี่ตาหันซ้ายแลขวาไปเรื่อย ๆ ก็สังเกตเห็นว่าบ้านเลขที่ที่เป็นเลขคี่จะตั้งอยู่ด้านซ้ายของถนน ส่วนบ้านเลขที่คู่อยู่ทางด้านขวา
เราตระหนักได้โดยสัญชาติญาณว่ากำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
ในที่สุดเราก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านเลขที่ ดังกล่าว ทันทีที่รถจอดนิ่งอยู่หน้าบ้าน เราทั้งคู่ต่างก็เกิดอาการขนลุกตั้งชัน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ น้องกุ้งลงจากรถไปด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าบ้าน เธอส่งเสียงเรียกเจ้าของบ้านแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ลองสอบถามข้างบ้านดูจึงทราบว่าเจ้าของบ้านไปทำงาน กว่าจะกลับมาก็ช่วงเย็น ๆ พร้อมบอกที่ทำงานของเจ้าของบ้านแก่พวกเรา
ก่อนออกจากหน้าบ้านหลังนั้น เราตระหนักดีว่าอยู่ในฐานะคนแปลกหน้าที่จะไปเล่าเรื่องเหลือเชื่อให้เขาฟัง จึงตั้งจิตอธิษฐานถึงผู้ตายว่า “ไหน ๆ เราก็ค้นหาความจริงมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ขอให้คุณช่วยเราอย่างเต็มที่ด้วยนะ เราจะไปหาญาติของคุณที่ทำงาน ขอให้หาเขาพบโดยง่าย และขอให้คุณช่วยดลจิตดลใจเขาให้เชื่อในเรื่องที่เราเล่าด้วยเถิด”
ก่อนจะเดินทางไปยังที่ทำงานของญาติผู้ตาย เราไม่ลืมแวะรับน้องอ้อมซึ่งเดินทางมาถึงที่นัดหมายพอดิบพอดี จังหวะเวลาที่เหมาะเหม็งราวจับวางนี้ ช่างดูจงใจราวกับบทละครที่ถูกใครบางคนเขียนขึ้น นับตั้งแต่จุดที่เราต้องมาที่นี่ ต้องจอดรถรอเพื่อนร่วมทางแต่กลับไม่มีที่จอดรถ บางอย่างดลใจให้เลี้ยวซ้ายและขับผ่านทางรถไฟเพื่อไปเจอกับตำรวจจราจรผู้บอกทาง ทุกอย่างสอดคล้องลงตัวเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อว่าเป็นเพียง “เรื่องบังเอิญ”
บางที เรื่องราวทั้งหมดนี้อาจเกิดจากแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าของวิญญาณตนหนึ่งที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขาต้องเผชิญมานานกว่า 10 ปี
เราสามคนเริ่มต้นการเสี่ยงดวงครั้งที่ 2 ด้วยการมุ่งหน้าไปยังที่ทำงานของญาติผู้ตาย โดยมีเพียงชื่อ-สกุลของผู้ตายนำทางเท่านั้น โดยก่อนออกเดินทาง เราได้โทรไปสอบถามเพื่อนรุ่นพี่ ที่จะร่วมปฏิบัติธรรมด้วยกัน ได้รับคำตอบว่ากำหนดการในการเดินทางเข้าป่าจะเลื่อนเป็นพรุ่งนี้เที่ยง ทำให้พวกเรามีเวลามากพอที่จะสะสางเรื่องนี้ ...เป็นอีกจังหวะเวลาและสถานการณ์ที่ประจวบเหมาะเหลือเกิน คล้ายถูกจัดวางอย่างจงใจ
เมื่อไปถึงที่ทำงานดังกล่าว เราบอกกล่าวเรื่องราวให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับทราบว่า พวกเราต้องการตามหาคนที่นามสกุล.......... อยู่บ้านเลขที่.......... และมีสามีทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงไทย เนื่องจากพวกเราต้องการช่วยเหลือผู้ตายซึ่งเป็นญาติของบุคคลดังกล่าว จากนั้นพวกเราได้เล่าเรื่องให้เจ้าหน้าที่

ฝ่ายต้อนรับฟังอย่างคร่าว ๆ เจ้าหน้าที่คนนั้นมองหน้าพวกเรานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วพาพวกเราไปดูรายชื่อที่บอร์ดพนักงาน แต่กลับไม่พบบุคคลที่มีนามสกุลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ยอมแพ้ คิดว่าบางทีเขาอาจจะใช้นามสกุลสามีก็ได้ จึงขอร้องให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวช่วยสอบถามพนักงานในบริษัทว่าใครเคยใช้นามสกุลนี้และมีสามีทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงไทยบ้าง
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวบอกให้พวกเรานั่งรอก่อน เธอจะเข้าไปสอบถามให้ เพียงเวลาไม่นานที่เธอเดินลับเข้าไปข้างใน พวกเราก็ได้ยินเสียงปล่อยโฮดังออกมาจากในนั้น เจ้าหน้าที่คนเดิมเดินออกมาเชิญพวกเราให้เข้าไปข้างใน เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงรับแขก แว๊บแรกที่เห็นหน้าผู้หญิงเจ้าของเสียงร่ำไห้ ทั่วร่างกายของน้องโอก็เกิดอาการขนลุกขนพองไปด้วยความปีติยินดีที่ได้พบเธอตามความปรารถนา ในขณะที่น้องกุ้งยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำ เนื่องจากต้องบังคับตัวเองจากการที่วิญญาณของผู้ตายจะเข้าร่างของเธอ
เราได้ทราบว่า บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเราในเวลานี้คือพี่สาวของผู้ตายนั่นเอง เธอชื่อ “พี่จี๊ด” พี่จี๊ดทั้งแปลกใจระคนดีใจ ที่มีคนมาเพื่อช่วยเหลือน้องชายของเธอ เพราะแม้เขาจะเสียชีวิต       ไปตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เธอก็ยังรับทราบข่าวอยู่เสมอว่าวิญญาณของน้องชายยังวนเวียนอยู่ในที่ทำงาน ทั้งยังแวะเวียนไปหาเพื่อนสนิทของเขาอยู่เสมอ เธออยากจะช่วยน้องแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ครั้งนี้เหมือนสวรรค์ทรงโปรดให้พวกเราได้มาพบกัน หลังจากพูดคุยกันครู่ใหญ่ ๆ พี่จี๊ดก็แจ้งความประสงค์จะไปพบพระอาจารย์ที่วัดพร้อมกับพวกเราด้วย เพราะอยากช่วยเหลือน้องชายให้เร็วที่สุด
การเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดวังหอมพุทธารามจึงเริ่มต้นขึ้น โดยพี่จี๊ดนั่งรถไปกับพวกเราและเพื่อน ๆ ของพี่จี๊ดขับตามไปอีกคันหนึ่ง ระหว่างการเดินทางพี่จี๊ดได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ตายให้พวกเราฟัง   จึงได้ทราบว่าผู้ตายชื่อ  “โจ”   เสียชีวิต   เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 เพื่อประชดรักที่บ่มเพาะกันมาร่วม 4 ปีกับแฟนสาว (น้องนิด) ก่อนตายโจได้ซื้อดอกกุหลาบสีดำและบอกลาเพื่อนร่วมงานทุกชั้น แต่ก็ไม่มีใครสงสัยอะไรเพราะตามปกติโจ ก็เป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว ในเที่ยงวันเกิดเหตุ โจไม่ยอมออกไปทานมื้อกลางวันกับเพื่อนร่วมงานเหมือนเช่นเคย กลับหมกตัวอยู่ในห้องทำงาน และเมื่อเพื่อน ๆ ออกไปทานอาหารกันหมด โจก็ผูกคอตายกับลิฟท์ โดยใช้เชือกผูกบริเวณขื่อด้านบน ซึ่งเป็นจุดที่ไม่น่าจะโยงเชือกผูกได้และไม่น่าจะทำให้ถึงแก่ความตายได้
เมื่อเดินทางมาถึงวัด พวกเราพร้อมด้วยคณะของพี่จี๊ดก็กราบนมัสการพระอาจารย์ชา พร้อมบอกความประสงค์และเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พระอาจารย์ได้รับทราบ ท่านยินดีเป็นอย่างมากที่พวกเราสามารถช่วยเหลือตามหาญาติของผู้ตายจนพบ พระอาจารย์ยังบอกพวกเราด้วยว่า ผู้ตายได้ตามพวกเรามาด้วยนะ (อื่ย อื่ย น้องกุ้ง อุทานขึ้น ว่าแล้วทำไมพวกเราถึงรู้สึกว่ามีใครเกินมาหนึ่งคน) พระอาจารย์ได้บอกวิธีที่จะช่วยเหลือผู้ตายได้ คือการนำของใช้ของผู้ตายหรือเถ้ากระดูกมาทำพิธี ให้นำมาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะสามารถช่วยให้วิญญาณผู้ตายหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ได้ แต่คำตอบที่ได้รับจากพี่จี๊ดคือไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ของใช้ต่าง ๆ ก็สูญหายและแจกจ่ายให้ผู้อื่นไปหมดแล้ว ส่วนเถ้ากระดูกนั้น มารดาของผู้ตายได้นำไปฝังไว้ใต้ต้นไม้เสียแล้ว สีหน้าและแววตาของพี่จี๊ดดูผิดหวังและเสียใจมาก พระอาจารย์จึงนั่งหลับตาและคิดหาวิธีอื่น จึงได้บอกให้นำรูปถ่ายของผู้ตายมาแทน

ก็ได้ แต่พลังจะน้อยกว่าเท่านั้นเอง หลังจากนั้นก็นัดแนะวันเวลาที่จะมาดำเนินการ ซึ่งสามารถทำได้เฉพาะวันเสาร์เท่านั้น ซึ่งพี่จี๊ด ก็ขอเป็นวันเสาร์ที่จะถึงก็คือวันพรุ่งนี้ เพราะอยากช่วยเหลือน้องชายโดยเร็วที่สุด
ก่อนกลับน้องโอ ได้พาพี่จี๊ดและคณะไปขอพรหลวงตาแสง อดีตเจ้าอาวาสองค์แรกแห่งวัดวังหอมพุทธาราม ซึ่งสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย
เช้าวันรุ่งขึ้น คณะของน้องโอก็ปฏิบัติภารกิจทำความสะอาดลานวัดและบริเวณต่าง ๆ เรียบร้อย จึงมานั่งพักคลายเหนื่อยกันที่ใต้ต้นไม้ ขณะนั้นพวกเราเห็นรถ 2 คันแล่นเข้ามาในบริเวณวัด ปรากฏว่าเป็นรถของพี่จี๊ดและครอบครัวนั่นเอง พี่จี๊ดเดินลงจากรถด้วยสีหน้าสดใส แช่มชื่น เพราะดีใจที่จู่ ๆ สมาชิกทั้งหมดในครอบครัว อันประกอบด้วย พ่อ แม่และพี่ชายต่างเดินทางกลับมาบ้านพร้อมหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย (เดิมทีพี่จี๊ดคิดว่าจะมาวัดกับแม่เพียงสองคนเท่านั้น เพราะพ่อกับพี่ชายอยู่ต่างจังหวัด) พร้อมกันนั้นพี่จี๊ดยังสามารถหาของใช้ส่วนตัวที่โจ รักมากมาได้ด้วย นั่นก็คือหมวกแก๊ป ที่โจมักชอบใส่ติดตัวอยู่เสมอ (แสดงให้เห็นถึงปาฏิหาริย์ของวิญญาณที่อยากหลุดพ้นจริง ๆ) ซึ่งขณะที่น้องโอกำลังสนทนากับพี่จี๊ดอยู่นั่น น้องอ้อมก็ร้องเรียกให้ไปดูน้องกุ้งเพราะเค้าเกิดอาการแปลก ๆ จู่ ๆ ก็ตัวสั่นและร้องไห้ดีใจพร้อมกับพูดว่า “แม่มาด้วย ดีใจจัง” น้องโอจึงหันไปบอกพี่จี๊ดและแม่ของโจให้ไปอยู่ข้าง ๆ น้องกุ้ง อาการดังกล่าวจึงหายไป
หลังจากนั้นพวกเราพากันเข้าไปยังโรงธรรมเพื่อเริ่มพิธีทางศาสนาที่จะทำให้วิญญาณของโจได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานและบ่วงกรรมที่ก่อขึ้น พระอาจารย์ได้นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์พร้อมสวดคัมภีร์................ ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดอยู่นั้น พระอาจารย์ก็ทำพิธีตามวิธีการของท่าน และท่านก็สามารถช่วยให้วิญญาณของโจหลุดพ้น จากการเป็นโอปปาติกะรูปแบบของเปรต ได้ตายและเกิดใหม่เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ขณะที่วิญญาณของโจกำลังจะได้เกิดใหม่นั้น น้องโอก็สามารถรู้สึกได้ด้วยอาการขนลุกชันทั่วร่างกาย และรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือวิญญาณตนนี้
  

เรื่องนี้เป็นบทเรียน และอุทาหรณ์สอนใจเลยว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็น
การสร้างบาปกรรมอย่างมหันต์หรือที่เรียกว่า “การทำอัตวินิบาต
คนฆ่าตัวตายนั้น   ท่านว่าไว้ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ  นั่นก็คือ  จะต้องไปมีสภาพที่ทุกข์ทรมาน จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปถึง 500 ชาติ
มนุษย์ทั้งหลายในวัฏสงสารนี้ เมื่อตายลงจะเกิดใหม่เป็นอะไร หรือจะไม่ต้องเกิดอีกนั้น ก็ขึ้นกับสภาวะจิตตอนใกล้จะตาย ที่เรียกว่า มรณาสันนวิถี เป็นสำคัญ คือถ้าขณะนั้นจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส ก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี คือ สุคติภูมิ    
แต่ถ้าขณะนั้นจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส เพราะถูกกิเลส หรืออุปกิเลสครอบงำแล้ว ก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ดี คือ ทุคติภูมิ
และถ้าขณะนั้นจิตหมดความยินดีพอใจ หรือหมดความยึดมั่นถือมั่นในภพภูมิใดๆ รวมทั้งในสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็จะหมดเหตุให้ต้องเกิดอีก
หรือที่เรียกว่า นิพพาน นั่นเอง

8 ความคิดเห็น:

  1. อยากจะช่วยแฟน เหมือนกันค่ะ รบกวนติดต่อกลับได้ไหม

    ตอบลบ
  2. ได้โยม กรุณาติดต่อกลับมาที่เบอร์ 098-010-2815

    เจริญพร

    ตอบลบ
  3. แฟนหนูผูกคอตายค่ะ หนูอยากทราบว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง พอจะทราบไหมค่ะ

    ตอบลบ
  4. เพื่อนเพิ่งเสียค่ะ พระอาจารย์ ได้ อาทิตย์ หนึ่ง เเล้ว พอจะมีทางช่วยไหมค่ะ เพราะ มีเพื่อนบอกว่าเค้ายังอยู่ที่เค้าเสีย วนเวียนอยู่ เพราะยังค้างคาเรื่องบ้างเรื่อง เพราะกะเเค่ประชดแฟนเเต่ดันพลาด พอมีทางช่วยไหมค่ะ

    ตอบลบ
  5. ให้แจ้งชื่อนามสกุลของผู้เสียชีวิต และเบอร์โทรติดต่อกลับจ๊ะ

    เจริญพร

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ไม่ระบุชื่อ9 พฤษภาคม 2558 14:39

      อยากช่วยเพื่อนค่ะ เพิ่งผูกคอตายค่ะ ไม่รู้สาเหตุค่ะ
      โทร.0859384360

      ลบ
  6. อยากช่วยพี่ชายวัดยุที่ไหนครับ

    ตอบลบ
  7. วัดอยู่อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช แผนที่วัดตามลิงค์นี้ครับhttp://dhammarakkoe.blogspot.com/2012/01/blog-post_26.html

    ตอบลบ