ประสบการณ์ลี้ลับ…ตอนที่16...เปิดถ้ำพญานาค

ช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ในวันที่ 15 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา
เป็นวันที่ท่านอาจารย์ชาได้นัดให้พวกเราคณะศิษย์เดินทางไปพบกันที่วัดวัง
หอมพุทธาราม(วัดวังหอน) ในเวลาเที่ยงวัน
ผู้เขียนได้เดินทางไปถึงวัดเป็นคันแรก  พร้อมคุณต่อคันที่สอง เป็นเวลาเที่ยง
กว่าๆ ซึ่งพวกเราเดินทางมาจากจังหวัดสุราษฏร์ธานี
ส่วนท่านอาจารย์ชา และคณะศิษย์ อีกกลุ่มหนึ่ง   เดินทางมาจากจังหวัดระนอง
หลังจากกลับจากพักผ่อน ได้มาถึงที่วัดในเวลาบ่าย 3 โมงเศษ
หลังจากพักเหนื่อยกันสักเล็กน้อยแล้ว ท่านอาจารย์ได้พาไปที่ถ้ำพญานาค ซึ่ง
อยู่หลังโรงเรียนบ้านวังหอน พวกเราหมู่คณะที่ไปรวมได้ทั้งสิ้น ประมาณเกือบ
40  ชีวิต    โดยมีคุณสุนัยพรานป่า แห่งบ้านวังหอนร่วมเดินทางไปด้วย
ถ้ำแห่งนี้เดินทางไม่ไกล ประมาณสามร้อยเมตรเท่านั้นเอง
                                                                                                
                  ปากถ้ำพญานาค


ผู้เขียนและหมู่คณะ   ช่วยกันถือพานบายศรีพญานาค  บายศรีเทพ พร้อมทั้ง
ผลไม้อาหารคาวหวาน เครื่องบวงสรวงสังเวยต่างๆ 
เมื่อถึงที่หมายแล้ว  ได้ปูผ้าขาว ตั้งเครื่องบูชาทั้งหลายเหล่านั้น บริเวณปากถ้ำ
อาจารย์ชาได้จุดธูปเทียนและกล่าวนำทำพิธีบอกกล่าวเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าถ้ำ
และพญานาคชื่อโตกัสโป ลำตัวมีสีเขียว เป็นเพศเมีย   ซึ่งเฝ้าดูแลรักษาสิ่งมีค่า
ต่างๆ ภายในถ้ำแห่งนี้
พร้อมทั้งให้ผู้เขียน นำเหล็กไหลซึ่งยังอยู่ในรัง  ที่ผู้เขียนได้มาจากถ้ำแก้ว
สารพัดนึก ที่ปากช่องคราวก่อนโน้น ยื่นให้ท่านอาจารย์  ท่านก็นำใส่ลงในลูกมะ
พร้าวอ่อนที่วางอยู่ในชุดเครื่องบวงสรวงนั้น และสั่งกำชับให้ผู้เขียนยืนเฝ้าลูกมะ
พร้าวที่มีเหล็กไหลอยู่ข้างในนั้นไว้อย่าไปไหน
อาจารย์ชาได้กล่าวว่าในอดีตได้เคยเข้ามาที่ถ้ำแห่งนี้และได้เห็นของมีค่าเช่น
เพชรพลอยพญานาค,เหล็กไหลและต่างๆ มากมาย แต่ตอนนั้นอาจารย์ไม่ได้สน
ใจอะไรจนลูกศิษย์ลูกหาอยากได้เพชรพญานาคกัน อาจารย์ชาก็เลยนัดกันว่าจะ
ทำพิธีเปิดถ้ำแห่งนี้ ให้ ไม่คิดว่าวันนี้จะมากันมากมายถึงขนาดนี้
หลังจากบอกกล่าวเจ้าที่ เจ้าถ้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ได้ลงไปในถ้ำซึ่งมีน้ำ
ไหลผ่าน ได้สื่อคุยกับพญานาค พญานาคท่านตอบกลับมาว่า
“จะให้ของมีค่าในถ้ำแต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนคืออาจารย์จะต้องเสียชื่อเสียงจะเอามั้ย?
และจะได้ไม่ครบทุกคนหรอก อายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่ให้”
อาจารย์ตอบกลับไปว่า ”ได้ เพราะลูกศิษย์และคนที่ศรัทธาต่างตั้งใจพากันมาแล้ว
อย่าให้เสียเที่ยวเลย เพราะถ้าเค้าไม้ได้กลับไปก็ทำให้อาจารย์เสียชื่อเสียง
เหมือนกัน ที่ได้คุยเอาไว้แต่ทำไม่ได้”
                                                                                      
เพราะที่ถ้ำแห่งนี้มีเหล็กไหลตัวแม่ด้วย ซึ่งต้องเข้าไปลึกหน่อยต้องดำน้ำเข้า
ไปโผล่อีกที่หนึ่งและเคยมีหมอที่มีวิชาเข้ามาทำพิธีตัดเหล็กไหล เมื่อได้ไป
แล้วส่วนมากจะเสียชีวิตในภายหลังทุกรายไป เพราะความอาถรรพ์!
พญานาคกล่าว่า     “อ้าวให้คนเกิดปีมะโรงเข้ามาก่อน”
อาจารย์กล่าว ”อ้าวใครเกิดปีมะโรงเข้ามาได้ให้อธิษฐานขอเมื่อพบเห็นหินอะไร
โผล่มาก็ให้หยิบเอาได้” เมื่อได้พบก้อนหินแล้วก็หยิบพร้อมกับขึ้นออกจากถ้ำไป
ต่อไปเป็นคนที่เกิดปีมะเส็งก็ลงมา เมื่อเห็นก้อนหินก็หยิบขึ้นไปพร้อมกับเขย่าดู
เสียงดังขลุกขลิกๆเหมือนมีอะไรอยู่ข้างในก้อนหินนั้น
หลังจากนั้น เป็นคนที่เกิดปีขาล,ปีมะเมีย,มะแมและก็มาถึงปีฉลู ซึ่งคนเกิดปีนี้คือ
พี่นอม อาจารย์ก็พาพี่นอมเข้าลึกไปด้านในหน่อยและให้พี่นอมลองกวาดสายตาหา
ดูก็ได้ไปพบโพรงเล็กๆเข้าโพรงหนึ่งไม่ลึกมาก จึงลองล้วงเข้าไปดู
ผลปรากฏว่าได้พบกับเพชรพญานาคเม็ดใหญ่เข้ามีสีส้มรูปร่างวงรี จึงทำให้รู้สึกดีใจ
มากและกล่าวว่าได้อธิษฐานจิตไว้ว่าอยากได้สีส้มอยู่พอดีทำให้ได้สมดังความปรารถนา
ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ  ที่ได้จะได้เป็นก้อนหินกันทั้งนั้น

เมื่อได้กันครบตามที่พญานาคตั้งใจให้แล้ว ไปประมาณ 20 ก้อนเห็นจะได้ ท่าน
อาจารย์กล่าวว่าให้นำกลับลงมาในถ้ำ  และทุบหินเพื่อกะเทาะออกว่าข้างในมีอะไร
และเปลือกหินนั้นให้วางไว้ในถ้ำแห่งนี้ เพื่อในอนาคตภายภาคหน้าจะได้ใช้เป็นมวล
สารบดผสมทำพระเครื่องต่อไป
จึงได้ใช้มีดอีโต้หรือที่เรียกกันว่ามีดแก้วหน้าม้า ที่พี่ทินได้ซื้อมาใหม่ๆ  ซิง ซิง  
แทนค้อนที่ใช้ทุบหินแต่ละก้อนของแต่ละคน เมื่อทุบหินนั้นออกผลปรากฏว่าบางคน
ได้เพชรพญานาคสีขาว ขนาดเล็กรูปร่างกลมแบน   บางคนได้สีม่วงเข้ม
บางคนสีแดง  บางคนสีดำ  บางคนไม่ได้อะไรทุบออกมามีแต่ผง 
ของมุกภรรยาอาจารย์ชาได้สีชมพู ดังคำกล่าวที่ว่า”รักเดียวใจเดียว” ตามบุญบารมี

                                                                                 
ส่วนของผู้เขียนนั้น ท่านอาจารย์ชาได้เทน้ำมะพร้าวออกใช้ฝ่ามือรองไว้ ผลปรากฏว่า
มีเหล็กไหลออกมาจากรังด้วย เป็นเหล็กไหลบารมี สีเขียวหยกหรือตองอ่อน รูปร่าง
เหมือนฟักเขียวขนาดจิ๋ว หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็เหวี่ยงรังเหล็กไหลทิ้งลงไปในถ้ำ 
และกล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว”

                       
               เหล็กไหลบารมี


มีที่ทุบไม่ออกก็หลายก้อนมีอยู่ประมาณสามสี่ก้อน ท่านอาจารย์ชาจึงอนุญาต
ให้นำกลับไปบ้านได้หนึ่งในนั้นก็คือก้อนหินของพี่ตรีที่นำกลับไปฝากเพื่อน 
ซึ่งเพื่อนได้หวังดีนำก้อนหินนั้นไปพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ 
เพราะว่าแฟนของเพื่อนพี่ตรีนั้น  ทำงานที่กรมทรัพยากรธรณี ผลปรากฏว่า
เมื่อพิสูจน์ออกมาแล้วสรุปว่าเป็นของปลอมที่มนุษย์ทำขึ้นโดยมีคราบกาวทาไว้
และมีร่องรอยประกบกันของหินและอายุของหินก็ไม่เก่าแก่มากมายอะไรเลย
จึงทำให้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง   ที่ได้ไปในครั้งนี้ กล่าวโจมตีท่านอาจารย์ชา
ว่ามีการจัดฉาก และหลอกลวง ทำให้ท่านอาจารย์เสียชื่อเสียงเป็นอันมาก
เหมือนดังข้อแลกเปลี่ยนที่ท่านพญานาคได้เคยกล่าวเอาไว้

                                                                                                  
หลังจากนั้น   สองวันต่อมา ถ้ำก็ถล่มเสียงดังโครมครามๆชาวบ้านในละแวกนั้น
ได้ยินกันหลายคน เป็นเพราะความอาถรรพ์...
คุณสุนัยพรานป่าจอมขมังเวทย์แห่งบ้านวังหอนซึ่งพ่อของแกเป็นศิษย์เอกของขุน
พันธรักษ์ราชเดชศิษย์สายเขาอ้อ  จ.พัทลุง ที่ปัจจุบันอายุ 80กว่าปีแล้ว
ได้เข้าไปเก็บถ้วยชาม,ถาดที่ใส่ของสำหรับเครื่องบวงสรวง จึงได้แลเห็นสิ่งผิดปกติ
นั่นก็คือเห็นเหล็กไหลสองชิ้นอยู่ในดอกบัวบนยอดของบายศรี ชิ้นหนึ่งสีดำ
อีกชิ้นหนึ่งสีขาวเหมือนน้ำนม    เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก 
จึงได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านอาจารย์ชาฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่า
“เค้าให้เหล็กไหลน้ำหนึ่ง เพื่อสมนาคุณแก่คุณสุนัยนะเก็บไว้เถอะ”
หลังจากนั้นต่อมา    ได้ข่าวว่าคุณสุนัยได้แบ่งเหล็กไหลสีดำให้ กับพี่ฐิติ ที่จะ
มาบวชพร้อมกับท่านอาจารย์ชาซึ่งแกบอกว่าเป็นลูกศิษย์ในอดีตชาติของแก
และของสิ่งนี้เป็นคู่บารมีของพี่ฐิติที่จะนำมาเพื่อช่วยเหลือคนในการรักษาโรค ต่อไป





โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น