ประสบการณ์ลี้ลับ ตอนที่่9 พบพระพุทธรูปโบราณ

เช้าวันศุกร์ของเดือนมกราคม   ท่านอาจารย์ชา กำลังเดินเล่นที่หลังร้านรำมะนา ค๊อฟฟี่ บรรยากาศดูร่มรื่น บริเวณนั้นถูกปกคลุมด้วยต้นฉ่ำฉาขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาทั่วบริเวณลานจอดรถ วันนี้เป็นวันที่อากาศเย็นสบาย ยามเช้าอย่างนี้ลูกศิษย์ของอาจารย์ยังไม่มาสักคน ปกติเช้าอย่างนี้พี่เอกชัยจะมาก่อนคนอื่นๆ


" เอ๊ะหินก้อนนี้เห็นตั้งแต่เมื่อวาน เราโยนทิ้งไปแล้ว แต่ทำไมยังกลับมาตั้งอยู่บนม้านั่งได้ " ท่านอาจารย์ชารำพึง เมื่อหันไปเห็นก้อนหินวางอยู่บนม้านั่งยาว ซึ่งเป็นที่นั่งสำหรับพักผ่อนหลังร้าน
" คงมีใครไปเก็บมาเล่นแล้ววางลืมไว้ "     อาจารย์คิดในใจ แล้วเดินหันหลังกลับเข้าร้านไป
" น้ำพี้ น้ำพี้ " เสียงพูดดังขึ้นจากด้านหลัง อาจารย์ชาหันไปมอง ไม่พบเห็นเงาของบุคคลใดภายในบริเวณนั้น    อาจารย์ชาจึงได้เก็บความสงสัยเรื่องน้ำพี้ไว้ในใจ
ต่อมาผู้เขียนได้มาที่ร้าน อาจารย์ชาก็ได้ถามผู้เขียนว่ารู้จักน้ำพี้มั้ย ผู้เขียนตอบว่ารู้จักครับ
เป็นแร่เหล็กน้ำพี้ นำมาถลุงเพื่อตีดาบและศาสตราวุธในสมัยโบราณกาล เขาว่าเป็นเหล็กที่วิเศษสุดแข็งแกร่ง เหนียวคงทนและมีเทพรักษา  บ่อแร่นี้จะอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อทำดาบออกมาแล้วจะมีสีเขียวออกดำ หลังจากนั้น อาจารย์ชาจึงได้ไปนำก้อนหินนั้นมาให้ผู้เขียน
ดูว่าใช่มั้ย ผู้เขียนตอบว่าใช่ครับ เป็นก้อนแร่เหล็กน้ำพี้จริงๆ เพราะผู้เขียนเคยไปเห็นที่บ่อ
ใน
จังหวัดอุตรดิตถ์มาแล้ว หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ส่งให้ทุกคนที่อยู่ในร้านชมกัน จนหลายคนถามว่าหินก้อนนี้มาอยู่ที่หลังร้านได้อย่างไร ต้องมีที่มาที่ไปแน่ๆ
อาจารย์ชาก็เลยลองนำหินมาวางไว้บนฝ่ามือแล้วกำหนดจิตพิจารณาถึงที่มาที่ไปของหินก้อนนั้นดู  
สักครู่ต่อมา จึงได้พบว่า ก้อนหินก้อนนั้นมีจิตวิญญาณของเทพสิงสถิตย์อยู่
" ท่านเป็นใคร ทำไมสิงสถิตย์อยู่ภายในก้อนหินนี้ " อาจารย์กำหนดจิตพูดคุยกับจิตวิญญาณภาย
ในก้อนหินนั้น
" ข้าอยู่ในก้อนหินนี้เป็นเวลากว่า 1,000 ปี เพื่อดูแลรักษาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยนั้นข้ามีหน้าที่อัญเชิญพระพุทธรูป พร้อมเครื่องบรรณาการ จากเมืองละโว้   สู่อาณาจักรทวารวดีดินแดนทางตอนใต้ในยุคสมัยนั้น " เสียงเทวดาผู้รักษาบอกมา

หมายเหตุ  :   ในประวัติศาสตร์ถือว่าอาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรแห่งแรกของไทย เจริญรุ่งเรืองในสมัยพุทธศตวรรษที่12 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 เชื่อกันว่า ศูนย์กลางเมืองหลวงก็คือเมืองนครปฐมในปัจจุบันนั่นเอง

" ระหว่างการเดินทางข้าและเหล่าเพื่อนร่วมทางได้เกิดโรคห่า ทุกคนล้มป่วย เกินกว่าเยียวยารักษาได้ ในที่สุดต้องตายไปในการเดินทางครั้งนั้น  ซึ่งมาตายอยู่ในสถานที่แห่งนี้   เมื่อได้รับมอบหมายมา จิตจึงผูกพันกับพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงต้องเฝ้าดูแลรักษารอผู้มีบุญมารับช่วงต่อไป " เสียงจากเทวดาผู้รักษาพูด
" นี้กระมังจึงเป็นเหตุดลบัลดาลให้หินซึ่งถูกขว้างทิ้งไปแล้ว กลับมาวางไว้ที่ม้านั่งหลังบ้านอีกครั้ง " อาจารย์ชาคิด
" ใช่แล้วอาจารย์ ท่านคือผู้มีบุญที่ข้าเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน ขอให้ท่านช่วยดูแลแทนข้าด้วยเถิด" เสียงจากจิตวิญญาณพูดขึ้น
" เอาหละข้าจะช่วย แต่จะต้องทำอย่างไร " อาจารย์ชาพูดขึ้น
" ให้ใช้หมากพลู 9 ชุด เทียนขาว 9 เล่ม ธูป 39 ดอก มะพร้าวอ่อน 2 ลูก พวงมาลัย 1 พวง "  เพื่อมาทำพิธีแล้วข้าจะเปิดให้  เสียงเทวดาผู้รักษาพูด

"  สวัสดีครับอาจารย์ๆ ยืนทำอะไรอยู่หลังร้านครับ " พี่เอกชัยยกมือสวัสดีอาจารย์ชา สงสัยอยู่ว่าอาจารย์กำลังทำอะไรอยู่หลังร้าน
"  ช่วยไปจัดหาซื้อของมาให้อาจารย์หน่อย " อาจารย์ชาแจงรายการที่ต้องการสั่งซื้อให้พี่เอกชัยทราบ  ผู้เขียนจึงได้โทรไปสั่งให้นิดซื้อมาให้แทน  เพราะว่านิดกำลังจะเข้ามาที่ร้านอยู่พอดี
เมื่อนิดเข้ามาถึงที่ร้าน ได้นำของที่สั่งซื้อมาให้กับอาจารย์และก็ไม่ได้สอบถามอาจารย์ชา ว่าซื้อมาเพื่อทำอะไร เพราะที่ผ่านมานิดมักจะเห็นอาจารย์ทำเรื่องแปลกประหลาดมาหลายครั้งต่อหลายครั้งแล้ว
บ่ายโมงกว่าแล้ว ลูกศิษย์คนอื่นๆก็ได้ทยอยกันมาถึงที่ร้านเพิ่มขึ้น เห็นอาจารย์กำลังจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ เพื่อจัดทำพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติ อาจารจ์ชาได้เล่าเรื่องราวที่พบในตอนเช้า และสิ่งที่จะต้องทำให้ฟังและให้คอยติดตามผลกัน ว่าจะจริงหรือหรอก ตามที่
เทวดาที่สิงสถิตย์ในก้อนหินนั้นบอกมา
ผู้เขียนได้ช่วยจัดโต๊ะพิธีนำผ้าขาวมาปู จัดวางของตามอาจารย์สั่ง ซึ่งมีหมากพลูเก้าคำ วางจัดเรียงไว้แถวแรก แถวต่อไปเป็นเทียนขาวเก้าเล่ม ถัดไปเป็นมะพร้าวอ่อนสองลูกวางซ้ายขวาโดยนำก้อนหินแร่เหล็กน้ำผี้นั้น วางไว้ตรงกลางโดยมีพวงมาลัยคล้องหุ้มอยู่
อาจารย์ชาเริ่มทำพิธีจุดธูป จุดเทียน ร่ายคาถาเพื่อสื่อกับเทพเทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ในก้อนหินนั้น ครู่ต่อมาอาจารย์ชาได้หยิบเทียนขึ้นมาหนึ่งเล่มหมากพลูหนึ่งคำและหินก้อนนั้น ดิ่งตรงไปที่บริเวณใต้ต้นฉ่ำฉาใหญ่นั้น และบอกกับพวกเราว่าให้รอสักสองนาที เดี๋ยวพระจะผุดขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องขุด พวกเราต่างสงสัยกันว่าพระจะผุดขึ้นมาเองได้อย่างไร เพราะว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นเทปูนทั้งนั้น นอกจากใต้โคนต้นไม้เท่านั้นที่เป็นดินอยู่
เมื่อครบสองนาทีแล้ว อาจารย์ได้สั่งให้ผู้เขียนใช้พั่วลองเขี่ยๆ ดูบริเวณใต้โคนต้นไม้ใหญ่นั้นดู


" เดี๋ยวก่อน " อาจารย์พูดด้วยเสียงอันดัง
ผู้เขียนถือพั่วค้าง อาจารย์เดินไปที่โคนต้นไม้อีกฝั่งหนึ่ง เอื้อมมือเขี่ยใบไม้ มือไปสะดุดเอาของแข็ง สัมผัสได้ถึงความเย็น ในความรู้สึกบอกว่า " ใช่ เราพบแล้ว! "



อาจารย์ชาใช้มือข้างขวาที่สัมผัสกับเศียรพระ พยายามดึงพระขึ้นจากพื้นดิน อาจารย์ชารับรู้ถึงพลังและแรงดึงกลับ ทำให้อาจารย์ชาต้องเพิ่มแรงดึงมากขี้น พร้อมท่องคาถากำกับไปด้วย ทันใดนั้นเอง องค์พระก็หลุดพ้นจากพื้นดินขึ้นมา



ลูกศิษย์ทุกคนมีอาการเกร็ง ลุ้นไปกับอากัปกริยาของอาจารย์ชา ทุกคนตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นพระพุทธรูปโบราณในมืออาจารย์ชา อาจารย์ชาเดินนำพระพุทธรูปไปยังแท่นพิธี ทุกคนพร้อมใจกันกราบพระพุทธรูปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา



" พระพุทธรูปยิ้ม " อาจารย์ชาพูด ตาไม่ฝาด! ทุกคนก็สามารถเห็นรอยยิ้มอย่างชัดเจนเช่นกัน ความปลื้มปิติของเหล่าลูกศิษย์บังเกิดขึ้นกันถ้วนหน้า พร้อมความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่ออาจารย์ชายิ่งเพิ่มพูลมากขึ้น

ในค่ำคืนนั้นทุกคนพร้อมใจกันสรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อความเป็นศิริมงคล ตั้งจิตอธิษฐานขอพรอันเป็นมงคลสู่ชีวิต
" เขาขอบคุณเราที่ได้ปลดปล่อยเขา จากหน้าที่ ที่มีอย่างยาวนานกว่า 1,000 ปี " อาจารย์ชาพูดให้ศิษย์ได้ฟังถึงคำพูดที่ท่านเทวดาได้พูดไว้ และหลังจากนี้อีกเจ็ดวันเขาก็จะไปจากก้อนหินนั้น และจะมีเทวดาองค์ใหม่มาทำหน้าที่ดูแลรักษาพระพุทธรูปองค์นี้แทนต่อไป
" และฝากเตือนไว้อีกว่า อย่าให้มีผู้หนึ่งผู้ใดพยายามขุดสมบัติที่ยังเหลืออยู่อีกเลย   เพราะเจ้าของเขาไม่ให้ ให้แต่พระพุทธรูป  ถึงขุดก็จะไม่เจอ " อาจารย์ชาพูดต่อ

" พระพุทธรูปองค์นี้ทำพิธีอย่างถูกต้องตามประเพณีโบราณกาล สร้างในยุคสมัยของพระนางเจ้าจามเทวี แห่งเมืองหริภุญไชย   ถูกปลุกเสกโดยพระอริยเจ้าในยุคสมัยนั้น จึงมีพลังบารมีเปลี่ยมล้น องค์พระเป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์ ศิลปทรงเครื่องแบบเทริดขนนก สมัยละโว้หรือลพบุรีในปัจจุบัน  ซึ่งประเมินค่ามิได้ ท่านมีชื่อว่า พระพุทธเทวฤทธิ์ " ท่านอาจารย์ชาสรุปปิดท้าย


โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น