ประสบการณ์ลี้ลับ…ตอนที่6…ปาฏิหาริย์ธาตุกายสิทธิ์และพระธาตุเสด็จ (2)

หลังจากตอนที่แล้ว…เอ๋ผู้จัดการร้าน…ของพี่สมได้ธาตุกายสิทธิ์แบบลูกแก้วสีขาวใสซึ่งแบ่งแยกออกมาจากธาตุกายสิทธิ์ของพี่นอม


ต่อมา….หลังจากที่พี่ตรี และพี่นอมกลับกันแล้ว และใกล้จะปิดร้านแล้วก็ได้มีนายผอม ซึ่งเป็นกุ๊กอยู่ในครัวและยังเป็นญาติของท่านอาจารย์ชาเข้ามาขอของดีจากท่านอาจารย์ชาบ้าง


ท่านอาจารย์ชา ตอบว่าได้แต่มีข้อตกลงกันก่อนว่า จะต้องปฏิบัตินั่งสมาธิก่อนนอนทุกวันๆละห้าถึงสิบนาทีก็ได้ จะทำได้มั้ย นายผอมก็รับคำว่าได้ด้วยความตั้งใจ


หลังจากนั้น ท่านอาจารย์ชา ได้ให้นายผอมยื่นมือและให้แบฝ่ามือไว้
ต่อมานั้น ท่านอาจารย์ชา ก็ใช้ฝ่ามือของท่านวางคว่ำไว้บนฝ่ามือ
ของนายผอมโดยไม่ติดกัน ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 2-3 นิ้ว แล้ววนไปวนมา


หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง เมื่อท่านอาจารย์ชา นำฝ่ามือออกก็มีพระธาตุจำนวน 1 องค์มาอยู่บนฝ่ามือทำให้นายผอม เกิดอาการตกตะลึงและดีใจมาก


เมื่อหันมาบอกกับผู้เขียน และกำลังดีใจอยู่นั้นเมื่อก้มกลับลงมองบนฝ่ามืออีกครั้งอัศจรรย์มากกับมีพระธาตุเสด็จเพิ่มมาอีก 3 องค์รวมเป็น 4 องค์ พอรีบจะห่อกระดาษและใส่ในซองถุงพลาสติกใส่ยานั้น กับลดลงอีกเหลือแค่ 3 องค์เท่านั้น


ผู้เขียนจึงกล่าวว่า "รีบๆ เก็บนะ แล้วอย่าลืม…
ปฏิบัติตัวตามที่ได้สัญญาและรับปากไว้กับท่านอาจารย์ชา และอย่าผิดสัญญาไม่งั้น
พระธาตุเสด็จกลับหมด อย่าลืมว่าเสด็จมาได้ก็เสด็จกลับได้เหมือนกัน"


หลังจากนั้น    ต่อมาเมื่อปิดร้านแล้ว     ผู้เขียนก็ได้แยกย้ายกลับบ้านไป และเวลาประมาณ 5 ทุ่มกว่าท่านอาจารย์ชา ก็ได้โทรมาหาผู้เขียนถามว่า ตอนที่ยกพานบายศรีบรมครูไปให้ท่านอาจารย์ที่ห้องนั้น เห็นอะไรผิดสังเกตุหรือไม่?
ผู้เขียนตอบว่าไม่เห็นมี ก็ปกติดี หลังจากนั้นท่านอาจารย์ชาก็ได้เล่า…


ให้ผู้เขียนฟังว่าเห็นเหล็กไหลสายฟ้ามาปักเสียบอยู่ข้างเทียน บนยอดของบายศรี
พรุ่งนี้ลองเข้ามาดูว่าใช่ตัวเดิมที่หาย ไปตอนเวียนทักษิณาวัตร รอบองค์พระแก้ว
มรกตหรือไม่






เหล็กไหลสายฟ้ามาปักเสียบอยู่ข้างเทียน บนยอดของบายศรี






วันรุ่งขึ้นที่ 5 กันยายน 2554 ผู้เขียนได้เข้าไปดูเหล็กไหลสายฟ้า ที่ร้านรำมะนาค๊อฟฟี่ และได้บอกกับท่านอาจารย์ชาว่าใช่ ตัวเดิมแน่นอนเหมือนกันเปี้ยบ


ต่อมา…ตอนเย็น พี่สมเข้ามาที่ร้าน…ท่านอาจารย์ชาจึงได้ให้พี่สมดูและได้ถ่ายรูปไว้
เพื่อที่ผู้เขียนได้มีรูปภาพประกอบเรื่อง…ในภาคที่ 2 และภาคที่ 7
เพราะว่าก่อนหน้านั้นไม่ได้ถ่ายรูปเหล็กไหลสายฟ้าไว้เลย


ต่อมา…คืนนั้นเองมุกภรรยาท่านอาจารย์ชา ได้นั่งสมาธิและได้ส่งจิต ไปหาหลวงปู่วิไลย์ที่วัดถ้ำพญาช้างเผือก และได้เกิดเห็นนิมิตว่าธาตุกายสิทธิ์ ทุกอย่างทุกชนิดของมุกแตกกระจายเป็นผงไม่มีชิ้นดี


มุกตกใจและเสียใจมาก ต่อมา…ได้ยินเสียงของหลวงปู่วิไลย์ ได้เทศน์สอนธรรมมาว่า “ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน” เพียงประโยคเดียวแต่กินใจ


ต่อจากนั้น  มุกก็มีความรู้สึกว่ามีอะไรไม่รู้หล่นมาบนมือ ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น จึงสงสัยและได้ถอยออกจากสมาธิและลืมตาก้มลงดู   ผลปรากฏว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์สีแดงขนาดเล็กรูปทรงแบบแฮมเบอร์เกอร์อยู่บนฝ่ามือ และรีบเปิดกระเป๋าดูธาตุกายสิทธิ์
สีชมพูว่ายังอยู่สภาพเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อเห็นว่าอยู่ในสภาพที่ดี และไม่ได้แตกกระจายเป็นผงเหมือนในนิมิต ทำให้มุกดีใจมาก และกราบขอบพระคุณหลวงปู่วิไลย์ที่ได้เมตตาสั่งสอนธรรม เพื่อให้มุกได้คิดและสะกิดใจ





ธาตุกายสิทธิ์สีแดงที่มุกได้ขณะนั่งสมาธิ




และมุกคิดว่าครั้งนี้ธาตุกายสิทธิ์คงมาจากที่พิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่…ที่วัดเป็นแน่!!!




วันรุ่งขึ้นวัน     เอ๋ได้มาเล่าให้ข้าพเจ้าผู้เขียนฟังในตอนเย็นๆว่า
ได้เห็นท่านอาจารย์ชา คว้าลูกแก้วขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3-4 นิ้วจากในอากาศมาให้ชม เห็นแล้วสวยและงดงามมาก และกำลังตกตะลึงอยู่แทบควบคุม
สติไว้ไม่อยู่ จึงไม่ได้ขอจากท่านอาจารย์ชาไว้ ท่านอาจารย์จึงได้ให้ลูกแก้วหายไป…!

หลังจากนั้นข้าพเจ้าผู้เขียนจึงได้สอบถามท่านอาจารย์ชาว่า ที่เอ๋เล่ามานั้นจริงเท็จประการใด ท่านอาจารย์ชาเล่าว่า

วันนี้ช่วงกลางวัน ไม่มีแขกที่ร้านและอยู่กับเอ๋เพียงสองคน จึงรู้วาระจิตของเอ๋ว่าที่ทำพิธีแยกธาตุกายสิทธิ์ให้เอ๋ ครั้งก่อนนั้น เอ๋ยังไม่เชื่อเต็มร้อยเปอร์เซนต์และเห็นว่าเป็นคนนอกศาสนาพุทธ จึงได้แสดงให้เอ๋ดูอีกว่า ของเหล่านี้มีอยู่จริงและเห็นต่อหน้าต่อตาแบบนี้คงจปฏิเสธยาก จึงได้แสดงฤทธิ์คว้าลูกแก้วจากสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งมีหลายสีงดงามมาก มาให้ชม…แต่เอ๋ไม่ขอจึงให้กลับไป
และหวังเพื่อที่จะสอดแทรกธรรมะให้เอ๋ ได้เข้าใจเพื่อจะได้ไม่เชื่ออะไรผิดๆ แบบงมงาย และไม่มีเหตุผลและยังบอกกับเอ๋อีกว่าไม่ได้ให้เอ๋ เลิกนับถือศาสนาอิสลามหรือเปลี่ยนศาสนา มานับถือศาสนาพุทธ เพราะทุกศาสนา ต่างก็สอนให้คนเป็นคนดี


ต่อมาในวันที่ 7 กันยายน 2554 ข้าพเจ้าผู้เขียน ได้เข้ามาที่ร้านรำมะนา ค๊อฟฟี่ซึ่งเป็นร้านของพี่สมและพี่สมได้มอบให้ท่านอาจารย์ชาดูแล และบริหารจัดการอยู่ได้นั่งสนทนา กับท่านอาจารย์ชาและพี่สม จนกระทั่งข้าพเจ้าได้เอ่ยถึงเจ้าเหล็กไหลสายฟ้าว่าเป็นยังไงบ้าง เพื่อที่จะขอชมบารมีอีก ท่านอาจารย์ชาจึงได้บอกว่า

มันไปเสียแล้ว   ท่านจึงได้สื่อถามเจ้าเหล็กไหลว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้ไป มัน
ตอบมาว่า”ไม่อยากกลับไปที่เดิม แล้วหลังจากแยกตัวออกมา และตอนนี้มันเป็นตัวของตัวเองแล้ว จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้ว

เมื่อถึงตอนค่ำๆ ของวันนั้นเอง ได้มีพี่อ็อดกับพี่ตุ๊ก เพื่อนที่ทำงานสมัยอยู่โตโยต้ากับพี่แดงเข้ามาที่ร้านมานั่งสนทนาและปรึกษาอยู่กับท่านอาจารย์ชาสักพักพี่แดงได้ตามเข้ามาที่ร้านและได้นั่งสนทนากันจนมาถึงเรื่องที่พี่แดงได้ของดีคือธาตุกายสิทธิ์และได้เล่าเรื่องคร่าวๆที่พวกเราไปได้ของเหล่านี้มา จึงทำให้พี่อ็อดอยากจะได้บ้าง

หลังจากนั้นผู้เขียนรู้สึกแปลกประหลาดคือรู้สึกเมตตาและอยากจะให้ธาตุกายสิทธิ์กับพี่อ็อดมาก จึงได้ออกปากถามท่านอาจารย์ชาว่า ผมอยากจะให้ธาตุกายสิทธิ์สีม่วงของผมแบ่งแยกให้กับพี่คนนี้จะได้มั้ย?

ท่านอาจารย์ชา บอกว่าต้องลอง ให้เขาอธิษฐานจิตขอต่อธาตุกายสิทธิ์สีม่วงดูซึ่งผู้เขียนได้ตั้งชื่อธาตุกายสิทธิ์สีม่วงนี้แล้วว่า แก้วไชยสิทธิ์ รัตนมณี”
ต่อมาหลังจากที่พี่อ็อดได้ทำการอธิษฐานจิต ต่อแก้วไชยสิทธิ์แล้วนั้น ก็ได้ยื่นส่งให้ท่านอาจารย์ชา
ท่านอาจารย์ชา ได้นำธาตุกายสิทธิ์ลูกแก้วสีเหลือง และบอกให้นำธาตุกายสิทธิ์สีชมพูของมุกมาช่วยกันด้วยเพราะกำลังไม่พอ


จากนั้นท่านอาจารย์ชาได้ให้พี่อ็อดยื่นและแบฝ่ามือไว้ ต่อจากนั้นได้นำธาตุกายสิทธิ์ทั้งสามชนิดวางลงบนฝ่ามือของพี่อ็อด และได้ทำลักษณะเหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา
ต่อมาสักพักหนึ่ง เมื่อพี่อ็อดค่อยๆ แง้มมือออกเพื่อลุ้น ผลปรากฏว่า ธาตุกายสิทธิ์สี
ม่วงได้คลอดลูกออกมาสีม่วง มีขนาดเล็ก รูปร่างลักษณะกลมแบบลูกแก้ว





ธาตุกายสิทธิ์สีม่วงที่พี่อ็อดได้






ต่อมาพี่ตุ๊กเพื่อนพี่อ็อด อยากจะได้บ้าง ท่านอาจารย์ชาจึงบอกว่าจะให้เป็นพระธาตุจะเอามั้ย พี่ตุ๊กจึงได้บอกว่าเอาค๊ะ แต่จะขอไปเผื่อให้พี่ชาย 1 องค์ด้วย และ
สำหรับตัวเอง 1 องค์

ท่านอาจารย์ชา จึงให้แบฝ่ามือไว้ และได้ทำลักษณะเหมือนเมื่อครั้งที่เคยทำให้พี่ไก่และผอม หลังจากที่พี่ตุ๊กได้พระธาตุแล้ว ก็ได้ถามว่าเป็นพระธาตุขององค์ไหนค๊ะ
ท่านอาจารย์ชาเมื่อดูแล้วได้บอกว่าเป็นของพระอัญญาโกญฑัญญะ



พระธาตุที่พี่ตุ๊กได้ 2 องค์




หลังจากนั้น…เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว พี่อ็อดพี่ตุ๊กและพี่แดง ก็ได้กราบลาท่านอาจารย์ชากลับ


ต่อจากนั้นผู้เขียนได้สอบถามท่านอาจารย์ชาว่าผู้เขียนมีความเกี่ยวพันอะไรกับพี่อ็อดในอดีตชาติหรือไม่?


ท่านอาจารย์ชาได้ตอบว่าเกี่ยว ในชาติที่เจ็ดนั่นแหละที่ผู้เขียนเป็นแม่ทัพอยู่พี่อ็อดก็อยู่ภายในเมืองและใกล้ชิดกับผู้เขียนพอสมควร


หลังจากนั้นท่านอาจารย์ชาได้กล่าวอีกว่าเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเราได้มาพบเจอกันและได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมานั้น    ล้วนเป็นเพราะกรรมเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น








โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น