ประสบการณ์ลี้ลับ…ตอนที่4…การทำน้ำมนต์ที่สุดยอดที่สุดในเมืองไทย

หลังจากตอนที่แล้วพวกเรา…ได้นำน้ำมนต์จากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง,วัดพระแก้ว
มรกต,พระปฐมเจดีย์ และวัดทรงธรรมกัลยาณี    เพื่อที่จะใช้เป็นส่วนผสมทำน้ำ
มนต์ที่สุดยอดที่สุดในเมืองไทย

ท่านอาจารย์ชา บอกว่าให้พวกเรา… รวมธาตุกายสิทธิ์ ของทุกคนลงในน้ำมนต์
และจะต้องทำพิธีในถ้ำเท่านั้น ถ้ำใดก็ได้ ถึงจะขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก

พวกเรา…………. จึงได้ตกลงกัน ที่จะทำพิธีในครั้งนี้ ที่วัดถ้ำพญาช้างเผือก
อ. คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นวัดที่ หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย เป็นเจ้าอาวาสอยู่

ท่านอาจารย์ชา ดูฤกษ์ยามแล้ว บอกว่าวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2554 เวลา
ประมาณพลบค่ำ เป็นวันและเวลาที่ดี ที่จะทำพิธีในครั้งนี้ได้สำเร็จ

และจะทำให้น้ำมนต์นั้นขลังศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งอื่น ๆ
อาจจะทำได้ไม่ขลังศักดิ์สิทธิ์ เท่าครั้งนี้

เมื่อถึงเช้า วันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2554 เวลาประมาณ เก้าโมงเช้า พวกเรา…ได้
เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยพาหนะรถยนต์สามคัน สิบหกชีวิตและอีก
หนึ่งครอบครัวที่เดินทางล่วงหน้าไปเจอกันที่โน่น และได้จองบ้านพัก ที่เขื่อนจุฬา
ภรณ์หลังใหญ่ไว้ให้พวกเรา………………

เมื่อถึงเวลาประมาณ ห้าโมงเย็นกว่าๆ พวกเรา…ก็เดินทางถึงวัดถ้ำพญาช้างเผือก
อ.คอนสาร จ. ชัยภูมิ โดยพร้อมเพรียงกัน ใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้นเจ็ดถึงแปด
ชั่วโมง รวมทั้งระยะเวลาที่พักและรับประทานอาหารกันด้วย

เมื่อเข้าไปภายในวัดแล้ว ท่านอาจารย์ชา ได้เดินไปเพียงคนเดียวก่อน เพื่อตามหา
หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย เมื่อท่านอาจารย์ชา ได้ขึ้นเขาไปตามหาแต่ก็ไม่พบ….
สักพักหนึ่งได้ยินเสียงหลวงปู่เรียกว่าอยู่ข้างล่างนี่ และหลวงปู่…ได้นั่งรอที่ศาลา
เก็บวัสดุก่อสร้างที่ด้านหน้าพระเมรุเผาศพเพื่อรอรับแขก…………

ท่านอาจารย์ชา ได้สนทนากับหลวงปู่วิไลย์และได้กล่าวคำขอฝากตัวเป็นศิษย์…..
จึงได้ให้พวกเรานำพานบายศรีบรมครู ซึ่งท่านอาจารย์ชาเป็นคนทำเองกับมือ ที่
รถ ภายในลานจอดมาให้ หลวงปู่วิไลย์ได้กล่าวกับท่านอาจารย์ชา ว่าทำมาสวยดี
โน่ะ ทั้งๆที่ยังไม่ทันได้เห็น….พานบายศรีบรมครูนั้นเลย………….


บายศรีบรมครู ที่ท่านอาจารย์ชาทำเอง


และท่านอาจารย์ชาได้ให้พวกเรา…ทุกคนตามขึ้นไปกราบหลวงปู่วิไลย์ ที่ศาลาหลัง
นั้น…โดยพร้อมเพรียงกัน แล้วท่านอาจารย์ชาได้กล่าวนำ คำปวารณาตัวขอเป็น
ศิษย์ของหลวงปู่วิไลย์ พร้อมทั้งส่งมอบพานบายศรีบรมครูให้หลวงปู่วิไลย์… หลังจาก
ที่หลวงปู่…ได้รับพานบายศรีบรมครูแล้ว ก็ได้เทศนาธรรมและให้พร…………
แก่พวกเรา…ทุกคน

ต่อมา ท่านอาจารย์ชา ก็ได้ขออนุญาตทำน้ำมนต์ภายในบริเวณ ถ้ำพญาช้างเผือก
และได้นำธาตุกายสิทธิ์ของทุกคนที่ได้มา… ให้หลวงปู่…ชมและเจิมเพื่อเป็นสิริมงคล
หลวงปู่วิไลย์กล่าวคำอนุญาตให้ทำน้ำมนต์ที่ถ้ำแห่งนั้นได้ และยังกล่าวอีกว่า อาจจะ
ได้เพิ่มกันอีกนะเพราะ ที่ถ้ำแห่งนี้ก็มีของดีอยู่เยอะ ตามวาสนาและบารมีของแต่ละ
คน ท่านอาจารย์ชาจึงได้นำธาตุกายสิทธิ์ทั้งหมด ใส่ลงในแก้วน้ำดื่มของหลวงปู่…
รวมธาตุกายสิทธิ์ทั้งสิ้น สิบเอ็ดชนิด (ของมุกสองชนิดมีหินสีน้ำตาลที่ตามมาจากถ้ำ
มาอยู่ในกระเป๋าสะพายเมื่อครั้งก่อนด้วย ) พร้อมกับรินน้ำใส่ในแก้ว เพื่อเป็น
ปฐมฤกษ์ และได้เดินทางไปยังถ้ำพญาช้างเผือกกัน


ธาตุกายสิทธิ์ภายในแก้วน้ำดื่มของหลวงปู่วิไลย์



พระประธานภายในถ้ำ


เมื่อได้เข้าไปภายในถ้ำ…แล้วพวกเรา…ได้กราบพระประธาน ภายในถ้ำ…และได้หา
ทำเลจุดที่จะนั่งทำน้ำมนต์กัน ก็ได้จุดที่อยู่สูงขึ้นจากถ้ำ ไปอีกหน่อยนึงซึ่งตรงนั้น
เป็นโพรงเข้าไป และหยุดลงตรงหน้าพระปางป่าเลไลย์ ซึ่งมีรูปปูนปั้นของพญางูอยู่
ด้วย ได้นำพานบายศรีบรมครูวางไว้ด้านหน้าพระปางป่าเลไลย์และโอ่งดินขนาดเล็ก
ที่จะทำพิธี พร้อมทั้งใส่น้ำมนต์ที่นำมาจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กรุงเทพมหานคร
วัดพระแก้วมรกต, พระปฐมเจดีย์ และวัดทรงธรรมกัลยาณี ลงในโอ่ง พร้อมน้ำดื่ม
บริสุทธิ์ขวดลิตรอีกหกขวด รวมทั้งสิ้นประมาณแปดลิตรกว่า


พระปางป่าเลไลย์



ปักเทียนขี้ผึ้งแท้สีขาว 10 เล่มบนปากโอ่ง


หลังจากนั้นได้นำเทียนขี้ผึ้งแท้สีขาว จำนวน 10 เล่ม เท่ากับจำนวนคนที่เป็นเจ้า
ของธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้น ปักไว้ที่โอ่งน้ำมนต์พร้อมทั้งโยง สายสิญจน์จากเทียน
แต่ละเล่มไปหาคนแต่ละคน เพื่อนั่งปลุกธาตุและคุมธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้น โดย
ท่านอาจารย์ชา ให้ท่องคำว่า….. “ นะมะพะทะ ” ไปจนกว่าจะเสร็จพิธี
และ ได้โยงสายสิญจน์ไปให้พี่เอกชัยด้วย โดยให้พี่เอกชัยท่อง คำว่า…………..
“ เนี้ยเมี้ย เพี้ย เพี้ย ” ซึ่งเป็นคาถาคุมของและเรียกของ
ของพี่เอกชัยเองในอดีตชาติ

ส่วนคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของธาตุกายสิทธิ์ ก็นั่งร่วม…..อยู่ในพิธีด้วย
เมื่อเริ่มพิธีทำน้ำมนต์ ท่านอาจารย์ชาได้จุดเทียนแต่ละเล่มจนครบทั้งสิบเล่ม แต่เล่ม
ไหนที่เจ้าของมีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลอยู่ ก็จะจุดเทียนติดยากสักหน่อย…

หลังจากนั้นพวกเรา…เก้าคนท่องคำว่า “นะมะพะทะ” และพี่เอกชัยท่องคำว่า “เนี้ย
เมี้ย เพี้ย เพี้ย” ส่วนท่านอาจารย์ชา ก็แยกจิตออกเป็นสาม จิตที่หนึ่งคอยคุมทุกคนที่
กำลังท่องคำว่า “ นะมะพะทะ” เพราะเป็นคาถาปลุกธาตุ กลัวของจะขึ้นกัน

จิตที่สองคอยคุมพี่เอกชัย และช่วยเรียกของให้อีกแรงนึง จิตที่สามกำลังทำน้ำมนต์
จากวิชาที่หลวงปู่สุภา…ได้ถ่ายทอดไว้ให้เมื่อครั้งก่อนที่เคยเข้าไปเยี่ยมหลวงปู่…ที่วัด
ในจังหวัดภูเก็ตและได้ลองทำจากวิชานี้เป็นครั้งแรก (ก่อนที่จะสูญหายไปพร้อมกับหลวง
ปู่…เพราะหลวงปู่สุภา มีอายุถึง 117 ปีแล้ว)



กำลังช่วยกันยกโอ่งน้ำมนต์ลงมา


หลังจากนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้วได้ดับเทียน และแกะสายสิญจน์ออก พร้อมทั้งช่วยกัน
ยกโอ่งน้ำมนต์ลงสู่ด้านล่างเพื่อที่จะตักแบ่งใส่ภาชนะให้กับทุกคนต่อไป
ต่อมาท่านอาจารย์ชารู้สึกแน่นหน้าอกมากแถวๆลิ้นปี่ ผู้เขียนจึงได้ใช้มือช่วยกดที่
บริเวณนั้น ท่านอาจารย์ชาบอกว่าปรับธาตุไม่ทันเพราะได้แบ่งจิตออกเป็นสามจึง
เกิดอาการดังกล่าวขึ้น…………

ก่อนที่จะตักน้ำมนต์จากโอ่งแบ่งกันนั้น…………………..
ผู้เขียน ได้แหวกดอกไม้ออกและก้มลงดูที่โอ่งน้ำมนต์นั้น……….
ผลปรากฏว่ามีธาตุกายสิทธิ์แตกเพิ่มออกมาอีกจำนวนนึง พวกที่ไปด้วยกัน
และยังไม่มีธาตุกายสิทธิ์ต่างก็ลุ้นกันว่ามีสีอะไร เผื่อว่าจะได้เป็นเจ้าของกันบ้าง
ท่านอาจารย์ชา จึงได้กล่าวว่าถ้าชิ้นไหนที่ออกมาใหม่และแม่เหล็กสามารถดูดติด
ได้ละก้อ ให้เป็นของพี่เอกชัย


พี่บัติกำลังตักน้ำมนต์แบ่งกัน






ธาตุกายสิทธิ์ที่เพิ่มออกมาในโอ่งน้ำมนต์



ธาตุกายสิทธิ์ที่ท่านอาจารย์ชา ล้วงหยิบขึ้นมาจากโอ่งน้ำมนต์


เมื่อตักน้ำมนต์จากโอ่งหมดแล้ว ท่านอาจารย์ชา จึงได้ล้วงหยิบลงไปในโอ่งเพื่อนำ
ธาตุกายสิทธิ์ทั้งหมดขึ้นมา ผลปรากฏว่าธาตุกายสิทธิ์ชนิดต่างๆได้โคลนนิ่งออกมา
รูปทรงต่างๆเหมือนกับตัวแม่เลย แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เฉพาะของพี่ตรีสีเขียว
ไม่ออกมา เหล็กไหลตัวผู้ตัวเมียของพี่ตั้มและติ๋มไม่ออกมา หินสีน้ำตาลของมุกไม่
ออกมา นอกนั้นออกมาตามสีของธาตุกายสิทธิ์ของแต่ละคน ท่านอาจารย์ชา
บอกว่าสีและรูปร่างลักษณะเหมือนใคร ก็เป็นของคนนั้น




ธาตุกายสิทธิ์ที่แยกตัวออกลูกมา


หลังจากนั้นพวกเรา…ก็ออกมาจากถ้ำพญาช้างเผือก ขณะนั้นเวลาประมาณสองทุ่ม
กว่าๆแล้ว พวกเราจึงได้เดินลงมาจากถ้ำเพื่อไปหาหลวงปู่วิไลย์ แต่ขณะนั้นหลวงปู่…
ได้ทำสมาธิเข้าฌานสมาบัติแล้ว พวกเรา…จึงไม่รบกวนและได้เดินทางกลับบ้านพัก
บนเขื่อนจุฬาภรณ์ และได้ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าจะมาใส่บาตรท่านที่วัดกัน

เมื่อเดินทางถึงบ้านพักหลังดังกล่าวแล้ว พวกเรา…ก็รับประทานอาหารเย็นกันและ
อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนกันตามอัธยาศัย พวกเราบางกลุ่มต่างก็นั่งชมบารมีของธาตุ
กายสิทธิ์กัน







ธาตุกายสิทธิ์ออกลูก……..มีสีเขียวที่ไม่ออก





จนกระทั่ง ท่านอาจารย์ชาจึงได้เล่าเรื่องในอดีต…เหตุผลที่พวกเราได้ธาตุกายสิทธิ์
เหล่านี้กันว่า ย้อนหลังไปชาติที่เจ็ดหรือประมาณหนึ่งหมื่นกว่าปีที่แล้ว

พวกเรา…ได้เคยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ก็คือบริเวณหมู่บ้านที่วัดวังหอมตั้งอยู่
ในปัจจุบันนี้และที่ถ้ำวังนายพุด ก็เคยเป็นที่อยู่ของฤาษีตนหนึ่งชื่อว่า ฤาษีอินทฤทธิ์
ท่านมีอิทธิฤทธิ์มาก สำเร็จอรูปฌาม 8 เป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านแห่งนั้นมาก
ใครไปหา ขอของดีของขลังจากท่านๆ ก็หยิบเอาหินหรือธาตุต่างๆที่อยู่บริเวณนั้นเสก
ด้วยกำลังของรูปฌามบ้าง อรูปฌามบ้าง ให้ไว้ป้องกันตัว ฤาษีองค์นั้นก็คือท่าน
อาจารย์ชา ในปัจจุบัน

และ ได้มีพี่น้องอยู่ห้าคน ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของฤาษีองค์นั้น เพราะพ่อแม่เสียชีวิต
หมดแล้วคือ 1.หมอสมชาติ 2.พี่ตรี 3.พี่อดิเรก 4.พี่เอกชัย 5.มุกน้องสาวคนเล็ก รวม
เป็นชายสี่คน หญิงหนึ่งคน

ซึ่งในชาติปัจุบันนี้ สี่คนแรกได้มาเกิดเป็นเพื่อนกัน ส่วนมุกมาเกิดเป็นภรรยาท่าน
อาจารย์ชา ส่วนนายบ้านที่ปกครองในหมู่บ้านแห่งนั้นก็คือพี่สม ซึ่งมีน้องสาวคือมล
ในชาติปัจจุบัน และมีชาวสวนปลูกผักขาย ชอบทำอาหารมาถวายฤาษีองค์นั้น
เป็นประจำก็คือพี่นอมซึ่งมีน้องสาวก็คือติ๋มในชาติปัจจุบัน   นอกจากนั้นก็มีแม่ทัพ
จากเมืองแห่งหนึ่ง   ปัจจุบันก็คือจังหวัดพัทลุง ชื่อว่าไชยสิทธิ์ ก็คือผู้เขียน
เมื่อว่างเว้นจากศึกสงคราม ก็มักจะแวะมาพักอยู่กับฤาษีองค์นั้นซึ่งเป็นอาจารย์

และได้ศึกษาร่ำเรียนวิชาการต่างๆ โดยมักจะมีนายทหารคนสนิทติดสอยห้อยตามมา
ด้วยเสมอคนนั้นก็คือพี่ตั้มในชาติปัจจุบัน และยังมีเศรษฐีอยู่คนหนี่งมีที่ทางมากมาย
ให้คนเช่าเมื่อภรรยาตายลงก็เสียใจเป็นอันมาก จึงได้ยกทรัพย์สมบัติให้ลูกทั้งสามคน
แล้วบวชเป็นฤาษีฝากตัวเป็นศิษย์ ร่ำเรียนพระเวทจาก ฤาษีอินทฤทธิ์

ฤาษีองค์ที่เป็นอาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น จนสามารถแสดงฤทธิ์ได้เสมือน
ผู้เป็นอาจารย์

จนกระทั่งฤาษีอินทฤทธิ์ดับขันธ์ลง ฤาษีองค์นั้นจึงมีชื่อเสียงโด่งดังแทนและมีชื่อสียง
มากกว่าฤาษีอินทฤทธิ์เสียอีก ดังจนกระทั่งหลายร้อยปีต่อมา จึงเหลือเพียงตำนาน
เล่าขาน ฤาษีองค์นั้นก็คือพี่ทินในปัจจุบัน

อยู่มาจนกระทั่ง พวกเราก็ได้ตายไปเปลี่ยนภพภูมิกัน สวรรค์บ้างมนุษย์บ้าง ของขลัง
เหล่านั้นที่ท่านฤาษีได้เสกให้ไว้ก็ยังคงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แปรธาตุไปบ้าง จนกระทั่งพวกเรา
ได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ณ ปัจจุบันและได้มา ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่เคย
อยู่ จนธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นพบเจ้าของเดิมเข้า………………..
จึงได้แสดงฤทธิ์ให้เห็นในรูปแบบต่างๆ ดังที่ผ่านมา

พอรุ่งขึ้นตอนเช้าพวกเรา…ก็แวะที่ตลาดนัดระหว่างทาง เพื่อซื้ออาหารคาวหวานและ
น้ำผึ้งเพื่อที่จะใส่บาตรหลวงปู่วิไลย์ เดินทางมาถึงวัด พวกเรา…ได้ใส่บาตรทันพอดี หลัง
จากนั้นก็ร่วมกัน รับประทานอาหารที่วัด จนหลวงปู่วิไลย์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วพวกเรา…
นำโดยท่านอาจารย์ชา ก็เข้ากราบลาหลวงปู่วิไลย์ เพื่อเดินทางกลับกัน ก่อนกลับก็ได้รวม
กันถวายปัจจัยที่จะสร้างพระบนยอดเขา รวมทั้งธาตุกายสิทธิ์ของทุกคนให้หลวงปู่ได้ชม
ว่าเมื่อคืนได้เพิ่มมาและให้หลวงปู่แผ่บุญบารมีให้กับธาตุกายสิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่
พวกเรา…


หลวงปู่วิไลย์ กำลังชมบารมีและอธิฐานจิตแผ่บุญบารมีให้กับธาตุกายสิทธิ์


หลวงปู่วิไลย์ ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อคืนตอนที่พวกเราทำน้ำมนต์กันในถ้ำ
นั้นมีพระธาตุเสด็จมาเพิ่มเต็มเลย และชี้ไปที่สวิทย์ไฟให้พวกเรา…เปิดไฟชม ที่ห้องพิพิธ
ภัณฑ์ของหลวงปู่วิไลย์ว่าทุกอย่างล้วนมาเองทั้งสิ้น


ภายในพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่วิไลย์





หลังจากเดินทางออก จากวัดถ้ำพญาช้างเผือก พวกเรา…ก็ได้แวะไปกราบ หลวงพ่อ
สายทอง ที่วัดป่าห้วยกุ่ม และได้ให้หลวงพ่อสายทองชมธาตุกายสิทธิ์ รวมทั้งให้หลวงพ่อ
สายทอง อธิษฐานจิตแผ่บุญบารมีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่พวกเราหมู่คณะทุกคน
หลังจากนั้นพวกเรา…ก็ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ กัน




โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น