ประสบการณ์ลี้ลับ…ตอนที่3…รวมธาตุกายสิทธิ์…ที่วัดพระแก้วมรกต

หลังจากที่ พวกเราหมู่คณะได้แยกย้ายเดินทางกลับบ้าน ในวันที่ 14 สิงหาคม 2554
นั้น พอรุ่งขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เวลาประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ก็เกิดเหตุ
การณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น….นั่น ก็คือปังปอนลูกชายท่านอาจารย์ชาคนโตได้ยินเสียง
กระซิบ…ที่ข้างหู…ว่ามีของดีจากถ้ำตามมาแล้ว ให้ไปหาในกระเป๋า…

ปังปอนก็ได้บอกเรื่องที่ได้ยินเสียงประหลาดนี้…กับท่านอาจารย์ชาและมุกแม่ของปัง
ปอนและได้ไปหาในกระเป๋าเดินทางของตัวเองเป็นการใหญ่ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ

ท่านอาจารย์ชา ก็เลยลองดูที่ กระเป๋าหนังใส่โทรศัพท์มือถือ ทีเน็บอยู่ข้างเอวบ้าง
พอรูดซิบออกดู เห็นสิ่งผิดปกตินั่นก็คือ พบหินก้อนหนึ่ง มีขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือได้
มาอยู่ในกระเป๋า ท่านอาจารย์ชา ก็ได้หยิบขึ้นมาดูและได้ส่งให้มุกดู ให้ลูกชายดู
และให้ญาติๆ ที่เห็นเหตุการณ์ดูกันประมาณ 3-4 คน

ต่อมา สักพักหนึ่งก็ได้ส่งหินก้อนนั้น……
กลับมาที่มือท่านอาจารย์ชา หินก้อนนั้นก็กลิ้งขลุกขลิกๆ อยู่บนมือ  สักครู่ก็กลับ
กลายเป็นลูกแก้ว มีสีเหลืองสดใส และบนท้องฟ้าก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ทั่วทั้งอำเภอ
ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คล้ายๆกับพระอาทิตย์ทรงกลดหรือรุ้งกินน้ำ ซึ่งเวลาก็
จะใกล้ค่ำแล้ว กินเวลาที่เกิดสิ่งมหัศจรรย์นี้ เกือบจะหนึ่งชั่วโมง ผู้คนทั้งอำเภอทุ่งสง
ต่างหยุดถ่ายรูปบนท้องฟ้าและต่างพากันสงสัยว่าเกิดปรากฏการณ์อะไรขึ้น


ภาพลูกแก้วสีเหลืองขนาดเล็กของท่านอาจารย์ชา







ภาพลำแสงประหลาดที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอำเภอทุ่งสง หลังจากที่หินได้กลายเป็นลูกแก้ว


หลังจากนั้นท่านอาจารย์ชาก็ได้โทรศัพท์ไปเล่าเรื่อง…ให้พี่ตรีฟัง เมื่อ…ได้ฟังแล้วพี่
ตรีก็พูดเล่นๆว่าถ้าของอาจารย์มาแล้ว สีเหลือง ของผมก็มีโอกาสมาเหมือนกัน ของ
ผมน่าจะเป็นสีเขียว ท่านอาจารย์ชา ตอบว่าสีเขียวคงจะยาก เพราะว่าสีเขียวนี่แหละ
ที่ทำให้พวกหมอที่มีวิชาอาคม กระโดดลงรูตายในถ้ำคนธรรพ์มาแล้ว

หลังจากนั้นต่อมา เช้าวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554 ท่านอาจารย์ชาและมุกได้เดินทาง
ถึงกรุงเทพมหานคร

บ่ายวันนั้นเองพี่ตรีและพี่นอม ได้มารับท่านอาจารย์ชาไปที่บ้าน เพื่อที่จะให้ท่าน…ดู
เรื่องการต่อเติมปรับปรุงบ้านใหม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง    โดยผู้เขียนก็ได้ติดตามไป
ที่บ้านของพี่ตรีซึ่งเป็นพี่ชายของผู้เขียน…ในครั้งนี้ด้วย

เมื่อไปถึงบ้านพี่ตรีได้เห็นบ้านสองชั้นที่ทาสีใหม่ทั้งหลัง สีนั้นคือสีเขียว ชั้นบนเขียวโทน
อ่อน ชั้นล่างเขียวโทนเข้ม รถเก๋งบีเอ็ม ซีรีย์ 7 ที่จอดอยู่ของพี่ตรีก็สีเขียว
เมื่อเข้าสู่ตัวบ้าน ท่านอาจารย์ชา ก็มานั่งที่โต๊ะอาหาร นั่งคุยกันถึงเรื่องของที่จะไหว้
เพื่อขมาและบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือนของเรา
เพราะเมื่อใดที่เราต่อเติมบ้าน จะต้องบอกกล่าวเจ้าบ้านเจ้าเรือนทุกครั้ง
ส่วนเจ้าที่ ไม่เป็นไร

ต่อมา พี่นอมเห็นแสงสีขาวแว็บๆ มาจากห้องพระ แสงคล้ายๆ หลอดไฟนีออนที่เสียและ
กระพริบๆ คิดว่าผู้เขียนเปิดไฟและลืมปิดและหลอดไฟคงจะเสีย เพราะว่าผู้เขียนได้ขึ้น
ไปห้องพระที่อยู่ชั้นบนเพื่อนำรูปหล่อโลหะหลวงปู่เทพโลกอุดร ขนาดหน้าตัก 5 นิ้วไปเก็บ
ไว้ให้ที่บนโต๊ะหมู่ หลังจากที่พี่นอมเช่ามาในวันนั้น

พี่นอม ก็ได้มาบอกท่านอาจารย์ชาช่วยดูให้หน่อยว่าเป็นแสงของอะไร ท่านอาจารย์ชาก็
บอกว่าเป็นแสงของพระธาตุละมั้ง เพราะว่าท่านอาจารย์ชาได้นำพระธาตุมาให้พี่นอมด้วย
วันนั้น หนึ่งผอบ แต่…….เอ…เมื่อลองตรวจดูด้วยญาณอีกครั้ง ก็ทราบว่าเป็นของดีที่
ตามออกมาจากในถ้ำคนธรรพ์ รู้สึกว่าจะมีสามชิ้น ชิ้นแรกเป็นของท่านอาจารย์ชาแล้ว
ชิ้นนี้อาจจะเป็นชิ้นที่สองของพี่ตรีตามบุญบารมีเก่า

ท่านอาจารย์ชา   พี่ตรีพี่นอมและผู้เขียน ก็ได้รีบขึ้นไปยังห้องพระเพื่อที่จะหาของ
เผื่อว่าจะอยู่บนพาน และบนโต๊ะหมู่บูชาพระ หาสักพักหนึ่งก็ไม่พบ ท่านอาจารย์ชาก็เลย
บอกให้พี่ตรีลองหาดูเองบ้าง เพราะว่าของแบบนี้ต้องบารมีของใครของคนนั้น หาสักพัก
หนึ่งก็ไม่พบ พี่ตรีจึงได้กำหนดจิตอธิษฐานว่า "ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะมาเป็นคู่บารมีและ
ร่วมสร้างบุญสร้างกุศลร่วมปฏิบัติธรรมกัน ตราบเข้าสู่นิพพาน" และพรุ่งนี้ก็จะพาไปเที่ยว
ทำบุญที่วัดพระแก้วมรกตด้วย

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านอาจารย์ชาก็เห็นแสง พรุ่งตรงเข้าสู่ตัวพี่ตรีซึ่งกำลังนั่งสมาธิสงบ
อยู่ จึงได้นำพานขนาดเล็กและพวงมาลัยที่มีอยู่บนพานขึ้นรับแสง และได้นำพานวางไว้บน
มือของพี่ตรี พร้อมทั้งให้พี่ตรีใช้ฝ่ามือปิดลงบนพานนั้น
หลังจากนั้นแสงก็ได้หายไป

สักครู่ใหญ่ พี่ตรีก็ได้ลืมตาออกจากสมาธิ และได้หันไปถามท่านอาจารย์ชาว่ามาหรือยัง
ท่านอาจารย์ชาไม่ตอบ หันมาถามผู้เขียน ว่าจะมาบนพานมั้ย ผู้เขียนก็ไม่กล้าตอบว่าจะ
มาหรือไม่มา เพราะว่าเปอร์เซนต์ ไม่มามันเยอะกว่าอยู่แล้ว ต่อจากนั้นมาพี่ตรีก็ค่อยๆ
แง้มฝ่ามือออกเพื่อลุ้นว่าบนพานจะมีหรือไม่

ผลปรากฏว่ามี ไม่น่าเชื่อ…สีเขียวมรกตด้วย ผู้เขียนนึกว่าพูดเล่น ข้าพเจ้า พี่นอม ท่าน
อาจารย์ชา ต่างก็มาดูบนพานกัน พบว่า…มีสีเขียวมรกต รูปร่างลักษณะแบบรูปไข่ โดย
มีพวงมาลัยห่อหุ้มไว้อย่างดีเลย พี่ตรีและพี่นอมจึงได้ร้องเรียกแม่และลูกชายลูกสาวขึ้น
มาชมบารมีกันบนห้องพระ


ธาตุกายสิทธิ์สีเขียวมรกต ที่พี่ตรีได้


ต่อมา…พวกเรา…ก็ได้กลับมานั่งคุยกันที่ร้านรำมะนา ค๊อฟฟี่ ซึ่งอยู่ติดกับซอยคลองลำ
เจียก 21 ซึ่งเป็นร้านของพี่สม ได้นำธาตุกายสิทธิ์สีเขียว ของพี่ตรีมานั่งชมบารมีกัน

โทรตามพี่เอกชัยเพื่อนพี่ตรีและมุกภรรยาท่านอาจารย์ชา ซึ่งอยู่ช่วยทำอาหารที่ร้านแห่ง
นั้น มาชมบารมีกัน เมื่อพี่เอกชัยและมุกได้ชมบารมีเสร็จแล้วนั้น มุกก็ได้อธิษฐานจิตบ้าง
ว่าคนอื่นที่ไปถ้ำแห่งนั้น ได้กันเกือบหมดแล้ว มุกยังไม่ได้เลย ถ้ามาก็ขอเป็นสีชมพูนะพรุ่ง
นี้จะได้พาไปวัดพระแก้วมรกตกัน เพราะว่าพรุ่งนี้พวกเราได้นัดกันแล้วว่าจะไปไหว้และทำ
บุญที่วัดพระแก้วมรกตกัน ตามที่นายพรานนำทางคุณสุนัยได้เคยบอกไว้

ส่วนพี่เอกชัยก็ถามท่านอาจารย์ชาบ้างว่า แล้วผมจะมีสิทธิ์ได้กับเค้าบ้างมั้ย ท่านอาจารย์
ชาก็ตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าคุณไม่ได้ไปที่ถ้ำแห่งนั้น แล้วจึงใช้ญาณตรวจดูอีก
ทีว่าจะมีโอกาสได้มั้ย ก็ตอบว่าของคุณมีโอกาสได้ ตอนที่พวกเรารวมธาตุกายสิทธิ์และไป
ทำน้ำมนต์กันในถ้ำ ให้ท่องคาถาเรียก อาจจะมาได้ของคุณ
น่าจะเป็นสีดำ เป็นแบบแม่เหล็กดูดติดได้

ถึง…..ตอนค่ำประมาณ 2 ทุ่มสี่สิบห้า มุกได้ช่วยเก็บของปิดร้านและกลับยังที่พัก พอเปิด
ประตูห้องเข้าไปเท่านั้น ก็มองไปเห็นธาตุกายสิทธิ์สีชมพู มีลักษณะกลมรีแบบรูปไข่วางอยู่
บนที่นอน จึงทำให้มุกรู้สึกดีใจมากและได้ให้ท่านอาจารย์ชาดู พร้อมทั้งบอกให้โทรไปบอก
พี่ตรีว่าของมุกมาแล้วเหมือนกัน


ภาพธาตุกายสิทธิ์สีชมพูที่มุกได้


แต่แล้วจู่ๆธาตุกายสิทธิ์ที่อยู่บนฝ่ามือของท่านอาจารย์ชา ก็ได้ล่องหนหายไป จึงทำให้มุกรู้
สึกเสียใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่เมื่อตะกี้ เพิ่งดีใจไปหยกๆ ทำให้คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับ
ต่อเมื่อหลับไปแล้ว จึงได้ฝันไปว่ายังอยู่ภายในห้องนี้แหละ….ยังไม่ไปไหนหรอก!!!

ตี่นเช้า ขึ้นมาเวลาประมาณตีห้า มุกรีบหาธาตุกายสิทธิ์ ทั่วทั่งห้องแต่ก็ไม่พบ จึงได้แต่
ทำใจ ต่อมาประมาณ 8 โมงกว่าๆก่อนจะออกจากห้องมุกก็ได้บอกกับท่านอาจารย์ชาว่ามุก
คงไม่ได้ไปวัดพระแก้วมรกตแล้วละ เพราะว่าของมุกไม่มี ขอให้ท่านอาจารย์ชาไปกันเถอะ
ทันใดนั้น พอก้าวขาออกจากประตูและจะปิดประตูห้องเท่านั้น ได้ยินเสียงลูกแก้วกระโดดลง
บนพี้นห้องเสียงดัง……เป๊ค……เป๊ค…….เป๊ค     
มุกจึงได้หยิบขึ้นมาดู และได้พูดขึ้นว่า




“ ชอบแกล้งหยอกและขี้เล่นจริงๆนะ


หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลานัดหมาย เวลาประมาณ สิบโมง พวกเรา…ได้นัดเจอกันที่ศาลเจ้า
พ่อหลักเมือง มีพี่สม, พี่ตั้มกับติ๋ม ,พี่ตรีกับพี่นอม ผู้เขียนท่านอาจารย์ชาและมุก ส่วนมล
และพี่ทินที่อยู่ จ.ภูเก็ตไม่ได้มาเพราะติดธุระ แต่พี่ตรีก็ได้ให้มลและพี่ทินออกชื่อ
บอกกล่าวกับธาตุกายสิทธิ์นั้นๆแล้ว

เมื่อพวกเราได้มากันพร้อมหน้าแล้ว ท่านอาจารย์ชา..................
ได้ให้พวกเราทุกคนนำธาตุกายสิทธิ์ที่ได้มา รวมใส่ในถุงกำมะหยี่สีแดง รวมทั้งของพี่สมซึ่ง
เป็นเหล็กไหลสายฟ้าที่ท่านอาจารย์ชาได้ให้ไว้ และได้ทำการตักน้ำมนต์ที่ศาลเจ้าพ่อหลัก
หลักเมืองไปหนึ่งขวด เพื่อจะได้ใช้เป็นส่วนผสม ทำน้ำมนต์ที่สุดยอดที่สุดในเมืองไทยต่อไป






องค์พระแก้วมรกต


ต่อจากนั้น…พวกเราก็เดินทางไปวัดพระแก้ว เมื่อเข้าถึงภายในพระอุโบสถที่พระแก้วมรกต
ประดิษฐานอยู่ ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลใส่ชุดสีกากีเข้ามาเชิญไปที่ด้านหน้าสุด โดยเข้ามาเชิญ
พี่ตรีเข้าไปเป็นคนแรก พวกเรา…ก็เลยกรูตามกันเข้าไปและได้นั่งกันแถวๆหน้าสุดใกล้กับ
องค์พระแก้วมรกต

ต่อจากนั้นท่านอาจารย์ชาได้นำถุงกำมะหยี่ที่บรรจุธาตุกายสิทธิ์ต่างๆวางลงบนกล่องบริจาค
ต่อหน้าองค์พระแก้วมรกต เพื่อให้องค์พระแก้วมรกตได้ประสิทธิประสาทพรเพื่อเป็นสิริมงคล
แก่ธาตุกายสิทธิ์ เหล่านั้น

หลังจากนั้นพี่ต๋รีได้ลุกขึ้น เดินเข้า ไปหาเจ้าหน้าที่…คนนั้น เพื่อขอน้ำมนต์หนึ่งขวดใหญ่รวม
ทั้งยังขอให้ถือถุงกำมะหยี่บรรจุธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ ให้เดินเวียนทักษิณาวัตรรอบองค์พระแก้ว
มรกตสามรอบ ณ บริเวณชั้นใน  ที่คนธรรมดาสามัญไม่สามารถเข้าไปได้
นอกจากพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ที่เข้าไปเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต
ตามฤดูต่างๆเท่านั้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เวียนทักษิณาวัตรครบสามรอบแล้วก็ได้นำขวดน้ำมนต์และถุงกำมะหยี่สีแดง
ส่งคืนให้กับพี่ตรี ท่านอาจารย์ชาจึงได้บอกว่าให้แกะถุงและส่งคืนธาตุกายสิทธิ์ให้แต่ละ
คนเลย เมื่อได้แกะเชือกที่มัดถุง ซึ่งผูกไว้อย่างแน่นหนาถึงสามชั้น พี่ตรีก็ตั้งใจว่าจะหยิบ
ของพี่สมออกมาก่อน ซึ่งเป็นเหล็กไหลสายฟ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว เมื่อได้หยิบธาตุกาย
สิทธิ์นั้นขึ้นมา ผลปรากฏว่ามีลักษณะกลมสีขาวขุ่นมัวคล้ายลูกอม ก็
คิดว่าเป็นของมุกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่มุกไม่ยอมรับและบอกว่าไม่ใช่

พวกเรา…จึงคิดว่าองค์พระแก้วมรกตคงดูดสีและความสดใสต่างๆไปหมดคงเหลือแต่ความ
หมองมัว พี่ต๋รีจึงนำธาตุกายสิทธิ์ชิ้นนั้นใส่ลงไปในถุงกำมะหยี่ใหม่
และไว้หยิบขึ้นมาทีหลังสุด เพื่อดูว่าจะเป็นของใคร

หลังจากนั้น…พวกเรา….ก็คอยลุ้นกัน ชิ้นที่หนึ่งหยิบออกมาแล้ว สีเขียวของพี่ตรียังอยู่
เหมือนเดิม แต่กับสดใสขึ้นมากกว่าเก่า ชิ้นที่สอง สีชมพูของมุกยังเหมือนเดิม แต่กับสดใส
ขึ้นมากกว่าเก่า ชิ้นที่สามสีขาวใสของพี่นอม ยังเหมือนเดิมและยังสดใสขึ้นมากกว่าเก่า
ชิ้นที่สี่สีดำของพี่ตั้มยังเหมือนเดิม ชิ้นที่ห้าสีดำของติ๋มยังเหมือนเดิม ชิ้นที่หกของ
ท่านอาจารย์ชายังเหมือนเดิม แต่กับสดใสขึ้นมากกว่าเก่า ชิ้นที่เจ็ดของผู้เขียน
ก็ยังเหมือนเดิมแต่กับสดใสขึ้นมากกว่าเก่าเช่นเดียวกับทุกสี ชิ้นสุดท้ายออกมาไม่มีใคร
แล้วคงต้องเป็นของพี่สม ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกแปลกใจมากที่เหล็กไหลสายฟ้าได้หาย
ไปกลายเป็นอย่างอื่นแทน ท่านอาจารย์ชาจึงบอกว่า…"ธาตุกายสิทธิ์นี้น่าจะเป็นตัวจริง
ของพี่สมแล้วล่ะ"



รวมธาตุกายสิทธิ์ที่ไปวัดพระแก้วมรกต



ธาตุกายสิทธิ์ของพี่สมกำลังกินน้ำผึ้งซึ่งเป็นเหล็กไหลชนิดหนึ่งเหมือนกัน



องค์พระปฐมเจดีย์


หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางไปพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ได้นำธาตุกายสิทธิ์
เวียนทักษิณาวัตรรอบองค์พระปฐมเจดีย์สามรอบ และตักน้ำมนต์มาหนึ่งขวดเพื่อจะได้
ใช้เป็นส่วนผสม ทำน้ำมนต์ที่สุดยอดที่สุดในเมืองไทยต่อไป

ต่อมาก็ได้แวะที่วัดทรงธรรมกัลยาณี จังหวัดนครปฐม วัดที่มีพระภิกษุณีในเมืองไทย
พร้อมทั้งได้เยี่ยมชมบรรยากาศภายในบริเวณวัด…………..ชมรูปเหมือนพระภิกษุณีที่
สำเร็จอรหันต์เมื่อครั้งพุทธกาล หลายพระองค์


พระไภษัชยคุรุไวทูรย์ประภาตถาคตเจ้า


พวกเรา…ยังได้นำธาตุกายสิทธิ์ของทุกคนมาวาง……………….
ที่หน้าพระไภษัชยคุรุไวทูรย์ประภาตถาคตเจ้า ซึ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งที่
เก่งทางด้านหมอยารักษาโรคมาก พร้อมทั้งได้สวดมนต์บูชาพระไภษัชยคุรุไวทูรย์ประภา
ตถาคตเจ้า และขอน้ำมนต์เพื่อจะได้ใช้เป็นส่วนผสม ทำน้ำมนต์ที่สุดยอดที่สุด
ในเมืองไทยต่อไป





โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น