ประสบการณ์ลี้ลับ...ตอนที่2...ถ้ำวังนายพุดและป่าอาถรรพ์

หลังจาก ที่พวกเราหมู่คณะได้เดินทางกลับจากถ้ำคนธรรพ์ 
มาถึงที่บ้านจุดที่พวกเราได้จอดรถไว้ ก็ได้พักเหนื่อยกันสัก
ครู่ใหญ่ จึงได้เตรียมเต้นท์เสบียงและสัมภาระเพื่อออกเดิน
ทางไปถ้ำวังนายพุดและป่าอาถรรพ์กันต่อไป…………


การเดินทางในครั้งนี้  ไม่ต้องมีพรานผู้นำทาง  เพราะท่าน
อาจารย์ชาเป็นคนนำทางไปเอง ระหว่างการเดินทางได้เดิน
ผ่านลำห้วยที่1  ลุยน้ำข้ามไป เดินผ่านสวนยางพารา 
ถึงทางสองแยก  ให้เดินไปทางแยกขวา ผ่านไร่หน่อไม้ 
สวนทุเรียนพื้นเมือง การเดินทางจะเป็นคนละทาง  กับทาง
ไปถ้ำคนธรรพ์แล้วก็มาเจอกับลำห้วยที่2 เดินข้ามสะพานไป 

พบกับทางเดินแคบๆในป่า เหมาะกับเดินได้ทีละคน หลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินขึ้นเขาและค่อยๆ สูงชันขึ้นเรื่อยๆจนขึ้น
มาถึงหน้าถ้ำ มีปากทางเข้าที่เล็กและแคบมากอันนี้ยังไม่ถึง
ต้องเดินขึ้นบนโขดหินและข้ามสะพานไม้เล็กๆที่พาดระหว่าง
ก้อนหินใหญ่สองก้อนและเดินขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งถึงยอดเขา 
และพบกับถ้ำวังนายพุด ซึ่งปากถ้ำมีลักษณะใหญ่โตและโอโถงมาก……….




ถ้ำวังนายพุด







หินงอกหินย้อยภายในถ้ำวังนายพุด


เพดานถ้ำวังนายพุด


ปังปอนกับหินก้อนใหญ่ สีเขียวหยก รูปร่างคล้าย
พญาเต่าตัวใหญ่


ท่านอาจารย์ชาได้ปรึกษากับพวกเราว่า"จะพักค้างในถ้ำ
หรือในป่าดี   ถ้าค้างในถ้ำก็จะเผชิญกับไอ้ล่อนลักษณะ
มีสีขาวตัวเล็กกว่ายุง  สามารถลอดรูมุ้งหรือเต้นท์ได้กัด
เจ็บและคัน  ใครแพ้ก็จะปวดบวม    อีกอย่างเวลาจะเข้า
ห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ต้องลงเขาเสร็จแล้วเดินขึ้นเขามา
ใหม่  ทำให้ไม่สะดวก

ถ้าพักค้างในป่า ต้องเดินไปอีกไกลโดยต้องลอดรูถ้ำออกไป
ทีละคน และอาจจะพบกับฝนแต่มีแหล่งน้ำ จะสะดวกเรื่อง
ห้องน้ำ   ให้ลองไปดูสถานที่กันก่อนว่า   จะตกลงพักค้างที่
ไหนกันดี"

พวกเรานั่งพักเหนื่อยกันสักพักหนึ่ง  ก็ออกเดินทางเข้า

ภายในถ้ำกัน พอเข้ามาได้สักระยะหนึ่ง ก็จะพบกับหินก้อน
ใหญ่ สีเขียวคล้ายหยก รูปร่างคล้ายเต่าตัวใหญ่  เมื่อเดิน
ผ่านหินรูปเต่ามา สักพักใหญ่ก็มาถึงทาง ที่จะออกไปสู่ป่า
อาถรรพ์ ซึ่งจะเป็นช่องรูเล็กๆ  ที่สามารถลอด  ได้ทีละคน
เท่านั้น

ช่องรูนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นซอกหินที่สามารถลอด
ขึ้นไปได้ทีละคนโดยใช้หลังพิงผนังถ้ำ แล้วค่อยๆกระดึ้บๆ
ขึ้นไป….

พวกเราจึงค่อยๆ คลานเข้าช่องรู และให้คนหนึ่งขึ้นไปก่อน 

คนนั้นคือท่านอาจารย์ชา เพื่อรอรับสัมภาระของทุกคนที่จะ
ส่งขึ้นไปทีละชิ้นๆ เมื่อหมดแล้วก็จะเป็นพวกเราที่จะต้อง
ลอดรูขึ้นไปทีละคนๆ จนครบทั้งหมด 14 คน

หลังจากลอดรูกันมาได้แล้วพวกเราหมู่คณะ ก็ลงเขากันแบบ

ทุลักทุเลจนผ่านโขดหินภูผาและขอนไม้ใหญ่ จนถึงด้านล่าง
ซึ่งเป็นทางราบเรียบลงสู่ผืนป่า

พวกเราหมู่คณะ   ได้มีความสามัคคีกันมากได้ดูแลช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกันทั้งๆ  ที่บางคนเพิ่งจะรู้จักกันเป็นครั้งแรก   ทำ
ให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมากกับทริปนี้



สภาพผืนป่าแห่งนี้


สภาพต้นไม้ใหญ่ในป่า






ต่อมา  เมื่อเดินได้สักระยะหนึ่ง พบต้นไม้ใหญ่ขนาดหลาย
คนโอบ  ขึ้นเรียงรายอยู่มากมายในผืนป่าแห่งนี้   ซึ่งท่าน
อาจารย์ชาได้เล่าให้ฟังว่า "ไม่มีใครสามารถตัดไม้และนำ
ออกไปได้ เพราะว่า ทางเข้าออกป่าแห่งนี้มีทางเดียว
เสมือนป่ามหาอุด  มีภูเขาล้อมรอบ ต้องลอดรูถ้ำที่ผ่านมา

ดังกล่าว และในผืนป่าแห่งนี้  ยังมีความอุดมสมบูรณ์มากมี
สัตว์ป่าเช่นช้าง เสือ หมี เก้งกวาง ลิงค่าง ชะนี และต่างๆอีก
มากมาย"

เมื่อเดินทางมาได้สักพักหนึ่งก็ถึงลำห้วยซึ่งเป็นปลายน้ำตก 

สายน้ำที่ไหลก็จะไหลลงรูไปโผล่ที่ไหนอีกไม่รู้ ท่านอาจารย์
บอกว่า"ไปโผล่ในถ้ำแห่งหนึ่งเพราะที่ภูเขาแห่งนี้มีถ้ำต่างๆอีก
มากมายหลายร้อยถ้ำ"

พวกเรา  ซึ่งเดินทางกันมาทั้งวันและเหนื่อยล้ามามากแล้ว
จึงได้ตกลงกันที่จะพักค้างแรมที่ลำห้วยแห่งนี้ เพราะใกล้

แหล่งน้ำที่จะใช้สอย
พวกเราจึงได้ทำการกางเต้นท์กันใกล้ๆ ลำห้วยแห่งนี้ และ

ได้อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนกันตามอัธยาศัย หลังจากนั้นก็ก่อ
กองไฟกันเพื่อต้มน้ำร้อนและกินมาม่าคัพคนละถ้วยเพื่อเป็น
อาหารมื้อเย็นในวันนั้น



จุดที่พวกเรา…กางเต้นท์พักค้างแรมกัน




ต่อมา  ในขณะที่พวกเรากำลังทยอยกันอาบน้ำอาบท่ากัน
อยู่นั้น ท่านอาจารย์ชาบอกว่าได้มีเทวทูตผู้นำสารสื่อมาบอก
ท่านว่า……..
จะมีเทวดามาขอฟังธรรมจำนวนมาก ในเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง 
ให้พวกเราเตรียมตัวกันไว้และมานั่งรวมกันบริเวณหน้ากองไฟ……………………

เมื่อได้ถึงเวลานัดหมายแล้ว พวกเราก็ได้มานั่งรวมกันบริเวณ

หน้ากองไฟ โดยที่ตอนนั้นไม่มียุงเลย ซึ่งเป็นเรื่องแปลก
ประหลาดมากเพราะในผืนป่าแบบนี้คงจะรอดจากยุงยาก
ต่อมา  ท่านอาจารย์ชาให้นำธาตุกายสิทธิ์ที่ทุกคนได้จากถ้ำ

คนธรรพ์มาตรวจเช็คดูว่าเป็นอะไรกันบ้าง ชิ้นแรกของมลสีแดง 
ตรวจเช็คด้วยญาณดูแล้วบอกว่าเป็นแก้วพญานาคดูแลรักษาอยู่ 
ชิ้นที่2  ของข้าพเจ้าสีม่วง   ดูแล้วบอกว่าแก้วพญาเต่าดูแลรักษาอยู่ ชิ้นที่ของพี่นอมสีขาวใส ดูแล้วบอกว่าแก้วพญาเสือดูแลรักษาอยู่ 
ชิ้นที่ 4 ของพี่ทินเป็นพระธาตุพระสีวลี ชิ้นที่5 และ6 ของพี่
ตั้มและติ๋มเป็นพญาเหล็กไหลตัวผู้และตัวเมีย เป็นชนิดที่ดี
เกี่ยวกับเมตตาโชคลาภคุ้มครองภัย ไม่ใช่ชนิดแบบมหาอุด
เมื่อตรวจเช็คธาตุกายสิทธิ์เสร็จแล้ว
ท่านอาจารย์ชาได้หันมา
ปรึกษากับผู้เขียนว่า
 
"จะแสดงธรรมเรื่องอะไรให้เทวดาฟังดี" 


ผู้เขียนก็ตอบว่า

“แสดงธรรมเรื่อง บุญอันทำให้เป็นเทวดา และการไม่ยึดติด

อยู่กับความหลงในความเป็น เทวดา ซึ่งมีเหตุให้เสื่อมได้ 
แสดงไตรลักษณ์ และความไม่ประมาท ครับ”

ท่านอาจารย์ชา ก็เห็นดีด้วย…….

ท่านอาจารย์ จึงเริ่มพิธี และกล่าวว่าใครเห็นอะไรอย่าตกใจ
นะทำจิตใจให้สงบอย่าวอกแวก (เพราะอาจจะเห็นเทวดาเป็น
จำนวนมากได้)จึงเริ่มกล่าวคำอาราธนาศีลอาราธนาธรรมและ
กล่าวคำเทศนาดังนี้
 
บุญกุศลใด อันทำให้ท่านเป็นเทวดา เสวยทิพยสมบัติอยู่ 

ณ ขณะนี้บุญกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายสมควร นำมา
ทบทวนอันทิพยสมบัติที่เสวยอยู่นี้ แท้จริงเป็นของเสื่อมได้ 
หมดได้เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ด้วยเป็นเพียงโลกียสมบัติ 
เมื่อบุญกุศลที่ได้ กระทำไว้หมดลง ความสุขอันนี้ก็จะกลาย
เป็นทุกข์ หรือจะต้องไปเกิดใหม่ ตามภพภูมิ ตามกรรมดีกรรม
ชั่วของตน ที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่………

ทิพยสมบัติมิใช่อัตตาตัวตน ที่เราท่านจะยึดถือหวงแหนเอา

ไว้ได้ ด้วย เหตุนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงตรัสย้ำ
เป็นคำสุดท้าย ก่อน ปรินิพพานว่าท่านทั้งหลายจงยังความ
ไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความ ไม่ประมาทนั้น คือควรระลึกถึง
บุญกุศลที่ตนได้กระทำมาดีแล้วและ พากเพียรกระทำต่อไป 
มิให้ขาดสวรรค์ก็ดี วิมาณก็ดี ล้วนเกิดขึ้น   มีขึ้น ด้วยอำนาจ
ของจิตที่เป็นกุศลส่งเสริมให้เป็น เช่นนั้น จิตเป็นนามธรรม 
ไม่มีรูปที่จะประกอบกรรมดี หรือชั่วได้อย่าง มนุษย์ แต่จิตก็
ใช่ว่า จะบริจาคทาน รักษาศีล เจริญสมาธิไม่ได้ แม้
มนุษย์เองก็ได้อาศัยจิตทำให้กายกระทำ ตามที่ตนปรารถนา 


ฉะนั้น ท่านที่เป็นเทวดาทั้งหลาย พึงใช้จิตบริจาคทาน ใช้จิต
รักษาศีล ใช้จิต เจริญสมาธิเถิดการบริจาคทานด้วยจิต ก็คือให้
ความกรุณา ให้ความเมตตาแก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใดมีทุกข์ 
ก็พึงอธิษฐานให้เขาพ้นทุกข์ เอาจิต ช่วยเขาให้เป็นสุข ผู้ใด
ผิดหวัง ก็เอาจิตช่วยให้เขาสมหวัง ซึ่งนับได้ว่า เป็น ทานบาร
มีอันยิ่งใหญ่ศีลก็ย่อมรักษาได้ด้วยจิต ระลึกถึงศีลที่ทำให้เป็น
เทวดา ก็จะเห็นได้ ว่า เพราะมีเมตตาละเว้นจากการฆ่า เบียด
เบียนสัตว์อื่น เพราะมีเมตตาไม่ กล่าววาจาให้เขาหลงผิด กระ
ทำในสิ่งผิด เพราะมีเมตตาไม่ทำผู้อื่นเศร้า เสียใจต้องการละ
เมิดลูกเขา ผัวเขา เมียเขา เพราะมีเมตตาไม่ถือเอาทรัพย์สินที่เจ้าของเขาหวงแหน ได้มาด้วยความทุกข์ยาก เพราะมีเมตตาต่อตนเอง ไม่เสพของมึนเมา เช่น สุรา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทษ ต่างๆ ดังนี้ จึงเป็นศีล

จิตของท่านเป็นกุศลจิต จึงนับว่าได้รักษาศีลไว้โดยสมบูรณ์ 

สมาธิก็คือทำจิตให้ตั้งมั่น อะไรที่เป็นอุบายให้จิตตั้งมั่นเล่าก็คือ
การ ตามระลึกนึกถึงอนุสติ ๑๐ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งมีภาวนานึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยเจ้า  เป็นต้น
จิตภาวนาคำว่า  พุทโธ      ให้เป็นอารมณ์จิตอยู่สม่ำเสมอ 
ต่อเนื่องกุศลธรรมก็จะสูงขึ้นไปเป็นลำดับ

เมื่อหมดบุญกุศลที่ทำให้เป็นเทวดา บุญแห่งการเจริญศีลเจริญ ภาวนา ก็จะมาเพิ่มเติมให้คงความเป็นเทวดาต่อไปอีก เมื่อพ้น

จากเทวดาไปแล้ว ก็อาจไปจุติในมนุษย์โลก ในที่ดีมีสุข ได้
ปฏิบัติอยู่ในทาน ศีล ภาวนา เกิดปัญญาญาณรู้แจ้งนิพพาน
ต่อไป

เมื่อท่านผู้เป็นเทวดาได้ตระหนักชัดว่า ความเป็นเทวดานั้น 

ยังเป็น โลกียสมบัติซึ่งเป็นสิ่งสมมติ ไม่คงทนถาวร เสื่อมได้ 
หมดได้ สิ้นไปได้ ก็จงอย่ามีความประมาท
เวลาในสวรรค์แม้จะยาวนานกว่าโลกมนุษย์ ถึงร้อยเท่าพันทวี     

จะพ้นจากไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ไม่ได้ 
สิ่งสมมติทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วย่อมดับจงขวนขวายละสมมติ 
ไปสู่วิมุตติเถิด จึงจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

ข้าพเจ้า ได้อาราธนาธรรมคำสอนขององค์พระสัมมา สัมพุทธ

เจ้า มาเพื่อเป็นข้อระลึกแด่ท่านผู้เป็นเทวดาพอสมควรแล้ว ขอเจริญพรแผ่เมตตาให้ท่านทั้งหลายอย่ามีทุกข์เดือดร้อน อย่ามีภัยอันตราย ใดๆ อย่าเป็นผู้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุข
ตามกุศลกรรม ของตนเถิดเทวดาทั้งหลายกล่าว สาธุการ แล้วเสด็จกลับไปยังวิมานของตน…!

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสายฝนโปรยปรายลงมา พวกเราก็คิดว่า

คงจะตกไม่หนักอาจเป็นเทวดาปะพรมน้ำมนต์ แต่ที่ไหนได้กับตกหนักลงเรื่อยๆ ท่านอาจารย์ชากล่าวว่าให้พวกเราเข้าเต้นท์ที่พักกันก่อนดีกว่า เมื่อฝนหยุดแล้ว ค่อยออกมาเพื่อปฏิบัติ นั่งสมาธิภาวนากันต่อไป……………….



ฝนเริ่มตกตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ท่านอาจารย์
จึงเพ่งดูด้วยทิพยจักษุญาณจึงทราบว่าเป็นไปด้วยฤทธิ์ของ
พญามาร นี่ขนาดแค่ส่งลูกน้องมานะ…..
เพราะว่าผืนป่าอาถรรพ์แห่งนี้ จะมีระยะเวลาเป็นช่วงๆ ช่วงระยะ

เวลาใดของเทวดาช่วงระยะเวลาใดของมารและอสูร ท่านอา
จารย์ยังบอกอีกว่า พวกมารนี้มันคอยจ้องที่จะขัดขวางการ 
บำเพ็ญความเพียรและการกระทำความดีต่างๆของมนุษย์และ
เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า"ในผืนป่าแห่งนี้ไม่เคยมีใครพักค้าง
แรมอยู่ได้ เคยมีพระธุดงค์4 รูป   มาปักกลดพักค้างแรม
ณ ผืนป่าแห่งนี้ ได้เสียชีวิต 3 รูป   รอดชีวิตออกมาได้
1
รูป เแต่เป็นบ้าและเสียสติ"

 
พวกเราเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าดังกล่าวจบแล้ว ก็หาได้มีความ

เกรงกลัวอันใดไม่ แต่กับนั่งสมาธิกันอยู่ภายในเต้นท์ของ
แต่ละคน     ผู้เขียนอยู่เต้นท์เล็กคนเดียวและรับน้ำฝนไม่
ไหว เต้นท์เกิดรั่ว จึงได้ไปอาศัยอยู่เต้นท์ของพี่สม ซึ่งเป็น
เต้นท์ขนาดใหญ่สามารถนอนได้สี่ถึงห้าคน ซึ่งภายใน
เต้นท์มีพี่สม ผู้เขียนและพี่ทิน

ต่อมา…..ได้ยินท่านอาจารย์ชา สวดมนต์เสียงดังลั่นสนั่นป่า 

พร้อมสลับกับพระธรรมเทศนา ฝนที่ตกเริ่มซาๆลงบ้าง………

แต่สักพักหนึ่ง………ก็เริ่มตกหนักอีก พร้อมกับเสียงฟ้าร้อง

คำราม….. ตูมบึมบึมบึม!!    เสียงดังสนั่นหวั่นไหว….
อย่างกับระเบิดไดนาไมค์!

น้ำในลำห้วยก็เริ่มไหลแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งค่อยๆเออท่วม

เต้นท์ที่พักของพวกเรา
ท่านอาจารย์  กล่าวว่า"พวกมารพยายามจะให้น้ำท่วมพัด

พวกเราและเพื่อที่จะขับไล่พวกเราให้ไปเสียจากที่นี่…..
เพื่อจะบำเพ็ญความเพียรไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้"

ขณะนั้น  ผู้เขียนดูนาฬิกาที่ข้อมือ เวลาประมาณ เที่ยงคืนกว่าๆ
ท่านอาจารย์และพวกเราจึงตกลงที่จะย้ายแต่ไม่ได้ย้ายหนี

ออกจากป่าเพียงย้ายจากจุดนั้น ไปหาจุดที่สูงกว่า ซึ่งอยู่ใกล้
ติดกับต้นไม้ใหญ่และเพื่อหลบทางน้ำ

พวกเราจึงช่วยกันขนย้ายเต้นท์ของแต่ละคน    แบบทุลักทุเล
หลังจากนั้น………เมื่อเสร็จแล้วพวกเราก็เข้านอนกันด้วยความอ่อนเพลียและได้ยินเสียงท่านอาจารย์ชา สวดมนต์อีกเป็นระยะๆ ส่วนตัวของผู้เขียนนั้นเมื่อได้ยินท่านอาจารย์ชา สวดมนต์ครา

ใดก็จะลุกขึ้นมานั่งสมาธิ เป็นระยะๆเหมือนกันครานั้น!

จนกระทั่งเสียงสวดมนต์เงียบไป ผู้เขียนก็ได้งีบหลับไปบ้างแบบ

หลับๆตื่นๆเพราะนอนไม่ค่อยหลับ จะได้ยินเสียงเหมือนมีคน
เดินอยู่รอบๆเต้นท์ของพวกเราตลอด ส่วนฝนนั้น
ก็ยังคงตกอยู่พร้อม กับเสียงน้ำไหลเชี่ยวกราก ทั้งคืน

จนกระทั่งรุ่งเช้า ได้ยินเสียงท่านอาจารย์ชา สวดมนต์พร้อม

กับพระธรรมเทศนา และคำประกาศชัยชนะต่อพวกมาร…ที่
พวกเราหมู่คณะบำเพ็ญความเพียรได้เป็นผลสำเร็จ
ท่านอาจารย์ เล่าว่า ท่านเข้ามาในป่าอาถรรพ์แห่งนี้สองสาม
ครั้งแล้วไม่เคยได้นอนพักค้างสักที โดนพวกมารเล่นงานจน
ต้องกลับไปพักนอนในถ้ำวังนายพุดทุกที
ต่อมา...
ข้าพเจ้า ได้ตื่น…ลุกออกจากเต้นท์มาล้างหน้าแปรงฟันที่

ลำห้วย ก็แลดูน้ำในลำห้วยดูปกติดี ต่างจากเมื่อคืนลิบลับ

หลังจากนั้นพวกเรา…ก็ช่วยกันเก็บเต้นท์….
กับสัมภาระต่างๆ…ต้มน้ำร้อนดื่มกาแฟและกินมาม่าคัพส่วน

ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อรองท้องก่อนออกเดินทางกลับ
เมื่อเสร็จแล้วท่านอาจารย์ชา…ก็ได้กล่าวนำพวกเรา…เพื่อแผ่

ส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาเทวดาอา
รักษ์ที่สิงสถิตย์อยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ที่ช่วยดูแลคุ้มครอง
พวกเรา…เมื่อคืนนี้


หลังจากนั้นท่านอาจารย์ชาและพวกเรา…ก็เดินทางกลับออก

จากผืนป่าแห่งนั้นโดยเดินทางกลับกันทางเดิมและต้องลอดรู
ทีละคนสู่ถ้ำวังนายพุดและ


เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านจุดที่พวกเราได้จอดรถไว้ ก็ได้มีชาว
บ้านในละแวกนั้นนั่งสนทนากันอยู่สี่ถึงห้าคนและกล่าวทักทาย
ท่านอาจารย์ชาพร้อมทั้งกล่าวว่า"เมื่อเวลาท่านอาจารย์
ชามาและเข้าไปในผืนป่าแห่งนั้น จะทำให้มีฝนตกหนักทุกที
จนชาวบ้านไม่ได้กรีดยางพารากัน"

ต่อมา…พวกเรา…ก็เดินทางกลับมาที่วัดวังหอน ท่านอาจารย์

ได้นำแบบแปลนที่จะสร้างเมรุเผาศพให้กับกรรมการวัดเพื่อจะ
ให้ทางผู้รับเหมาคิดราคาและเสนอราคาค่าก่อสร้าง

ต่อมา ท่านอาจารย์ได้ให้พวกเรา…ขึ้นไปบนมณฑป…เพื่อกราบ

ลา ตาหลวงแสงท่าน ก็ได้นำธาตุกายสิทธิ์ของแต่ละคนให้ตา
หลวงแสงเสกให้ โดยท่านอาจารย์ชานำวางไว้บนฝาโลงแก้ว
แล้วกล่าวว่า ตาหลวง ตาหลวงลูกหลานได้ของดีมาจากในถ้ำ
ตาหลวงช่วยเสก เป็นสิริมงคลให้หน่อย สักครู่หนึ่งก็เป็นอัน
เสร็จพิธี

ต่อมาพวกเราได้แวะที่บ้านนายพรานนำทางชื่อคุณสุนัย 

เพราะแกเคยบอกไว้ว่า ก่อนจะกลับกันให้แวะที่บ้านแก
ก่อน   แกจะให้ดูรูปเหมือนฤาษีโบราณ ที่ขุดได้หลังวัด
วังหอนพ.ศ.หนึ่งพันสองร้อยกว่าปี ที่บ้านแก


และดูเหล็กไหลชนิดต่างๆ แกมีเยอะ ครบร้อยแปดชนิด 

ประเภทตอนที่แกได้มามีขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือปัจจุบัน
ใหญ่หนักสองกิโลก็มี

เมื่อไปถึงบ้านนายพรานนำทางแล้ว แกก็นำเหล็กไหลชนิด

ต่างๆมาให้พวกเราชมกันมีทั้งเหล็กไหลปีกแมลงทับ เหล็ก
ไหลตาน้ำ เหล็กไหลสายฟ้า และอื่นๆอีกมากมายพร้อมทั้ง
บรรยายสรรพคุณความสามารถพิเศษของเหล็กไหลชนิด
ต่างๆจนมาถึงสรรพคุณของเหล็กไหลสายฟ้าว่า
สามารถควบคุมเหล็กไหลทุกชนิดได้ เมื่อเหล็กไหลชนิดใด
อยู่ใกล้จะสำแดงฤทธิ์ไม่ได้
ต้องขออนุญาตจากผู้ที่ครอบครองเหล็กไหลสายฟ้าก่อน 

และได้ให้พี่ตั้มเลือกเหล็กไหลไปหนึ่งชิ้น บอกว่าเป็นส่วน
ยอดของเหล็กไหลชนิดที่พี่ตั้มได้จากในถ้ำ และบอกอีกว่า
ของแกเมื่อมีเหล็กไหลครบทุกชนิดแล้วจำเป็นต้องแบ่งให้
คนอื่นๆที่มีบุญบารมีบ้าง ไม่งั้นจะร้อน

ต่อจากนั้นมา แกก็นำเหล็กไหลสายฟ้าเก็บใส่กล่องไว้บนหิ้งพระ……..
หลังจากนั้นแกก็นำรูปเหมือนฤาษี ที่แกขุดพบที่บริเวณหลัง

วัดเป็นเนื้อโลหะ มาให้ชมรู้สึกว่าพี่ทินดูแล้วชอบอยากจะขอ
เช่า จากคุณสุนัย

คุณสุนัย บอกว่ามาช่วยสร้างเมรุเผาศพที่วัดวังหอนให้เสร็จ 

แล้วแกจะให้…โดยไม่ต้องเช่า

ต่อจากนั้นคุณสุนัย…ก็ถามว่าใครที่ยังไม่ได้ของดีบ้าง แกจะ

ให้ แล้วแกก็หยิบเพชรหน้าทั่งมาแจกคนที่ไม่ได้ของดีจาก
ในถ้ำคนละชิ้น และก้อนแก้วขนเหล็กหนึ่งก้อนให้ไปตัดแบ่ง
กัน14 คน


ก้อนแก้วขนเหล็กที่คุณสุนัยให้มา


หลังจากนั้น   ก่อนจะกลับท่านอาจารย์ชาได้ขอจับมือนาย
พรานชื่อสุนัย และพูดขึ้นว่า” ขอบคุณมากนะ” แล้วนำเหล็ก
ไหลสายฟ้าออกมาโชว์ให้กับพวกเราดูที่หน้าประตูบ้าน

ต่อเมื่อคุณสุนัย เห็นเข้าก็ตกใจ นึกว่าท่านอาจารย์ชา แอบ

หยิบของแกไปเพราะว่าเหล็กไหลชิ้นนี้แกหวงมาก ไว้เป็นตัว
คุมเหล็กไหลทุกชนิดด้วย แกจึงเรียกท่านอาจารย์ชาให้
นำเข้ามาดูใกล้ๆ และได้หยิบกล่องที่ใส่เหล็กไหลสายฟ้า 

ออกมาดู ปรากฏว่าของแกยังอยู่ครบเหมือนเดิม เมื่อได้นำ
มาเทียบกันผลปรากฏว่ารูปร่างลักษณะเหมือนกันอย่างกับ
ฝาแฝด
พวกเราก็เห็นกันทุกคน คุณสุนัยแกก็เลยยิ้มแบบหน้าเจื่อนๆ
เลยเปลี่ยนเรื่องคุยและกล่าวว่าทุกคนที่ได้ของดีจากในถ้ำคนธรรพ์นั้นเมื่อกลับไปกรุงเทพฯแล้วให้ไปไหว้และทำบุญที่วัดพระแก้วมรกต เพื่อเป็นสิริมงคลและจะได้ของดีตามมาอีกเรื่อยๆ
และพวกเราก็ได้ร่ำลาคุณสุนัยนายพรานแห่งหมู่บ้านวังหอน

เพื่อเดินทางกลับอำเภอทุ่งสง เพื่อไปส่งท่านอาจารย์ชาที่บ้าน
ต่อไป

เมื่อเดินทางมาถึงบ้านท่านอาจารย์ชาแล้ว พวกเราก็แวะทานอาหารที่ตรงข้ามกับบ้านท่าน
ระหว่างรอกับข้าวและเครื่องดื่มอยู่นั้น ก็ได้สนทนา

พูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเราได้ประสบพบพานกันมา 
จนมาถึงเรื่องเหล็กไหลสายฟ้าว่าท่านอาจารย์ทำอย่างไร
ถึงมีขึ้นมาได้ ท่านตอบว่า"แสดงฤทธิ์ให้นายพรานนำทาง

เห็น บ้างว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าและได้อธิษฐานถามเหล็กไหล
สายฟ้าแล้วว่าสามารถแยกตัวออกได้มั้ย" กับตอบมาว่า"ได้ 
ก็เลยลองให้แยกดู แต่มีความคิดว่า สักวันสองวัน ก็จะให้กลับ
ไปที่บ้านนายพรานดังเดิม"

เมื่อสนทนากันไปสักพักหนึ่ง ท่านอาจารย์ชาก็เริ่มมีไอเดียใหม่

ว่า เอาอย่างนี้ดีกว่าอาจารย์ไม่คืนเหล็กไหลนี้แล้ว  แต่ให้ทุก
คนมาเริ่มประมูลกันว่าใครจะได้เป็นเจ้าของเหล็กไหลสายฟ้า 
แต่ไม่ได้ประมูลตีค่าเป็นเงินตรา…..ให้ประมูลกันด้วยศีล โดย
ให้เริ่มต้นถือศีลห้าให้บริสุทธิ์ เริ่มต้นประมูลกันที่ถือศีลห้าอย่าง
บริสุทธิ์สองวันก่อน
แล้วค่อยเพิ่มวันขึ้นเรื่อยๆ พี่สมเป็นคนยกมือเอาเป็นคนแรก 
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครอยากจะประมูลแข่ง เพราะว่าบางคนก็ได้
ของดีมาบ้างแล้ว จึงอยากให้พี่สมได้เป็นเจ้าของบ้าง



เหล็กไหลสายฟ้าที่ท่านอาจารย์โคลนนิ่งมา

หลังจากนั้น  เมื่อทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว 
พวกเรา…ก็กราบลาท่านอาจารย์ชา  และก็แยก
ย้ายกันเดินทางกลับไปภูเก็ตบางส่วนยะลาบางคนและ
กรุงเทพมหานคร




โปรดติดตามอ่านกันต่อไปใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น