ปาฏิหาริย์ตู้เทียนชัย

เหตุการณ์นี้ ได้เกิดขึ้น ในวันทำพิธีแรกนาขวัญปลูกข้าวทิพย์ วันที่ ๙  สิงหาคม  ๒๕๕๗ ที่บริเวณสนามหญ้าข้างมณฑปวัดวังหอมวิปัสสนาราม  ตำบลวังอ่าง  อำเภอชะอวด   จังหวัดนครศรีธรรมราช
            พระอาจารย์ชา มหิทธิโก ท่านดำริที่จะทำพิธีแรกนา โดยปลูกข้าวแบบนาหว่าน จึงจ้างรถแบคโฮ ขุดแปลงนาขี้นมา ๓ บิ้ง เพื่อปลูกข้าวทิพย์ระลึกคุณพระแม่โพสพเพราะพวกเรากินข้าวกันเป็นประจำทุกวัน วัตถุประสงค์ในการปลูกครั้งนี้จะไม่นำมากินแต่ให้ญาติธรรมร่วมกันทำบุญนำรวงข้าวไปบูชาที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล
             ได้นำพันธุ์ข้าวสังหยตมาปลูกจากการแนะนำจากลูกศิษย์ท่านหนึ่ง โดยในช่วงเช้าประมาณเก้าโมงกว่า ประธานจุดเทียนชัย  เริ่มพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระแม่โพสพ ให้ท่านมาเป็นองค์ประธาน รวมทั้งเทพยดาทุกชั้นฟ้า มาร่วมในพิธี  
      
    ทำพิธีพราหมณ์บวงสรวงแรกนาขวัญ

แปลงนา ๓ บิ้ง โยงสายสิญจน์ไว้ปลุกเสกตลอดไตรมาส


 ตู้เทียนชัยใหม่เอี่ยม ที่เพิ่งซื้อมาจากกรุงเทพฯ

เสร็จแล้ว พระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี สวดถวายพรพระ ขณะทำพิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ลงสู่แปลงนาทั้ง ๓ บิ้ง ที่ได้เตรียมไว้มีตะเกียงคุมทิศทั้ง ๔ ขึงสายสิญจน์เป็นตาข่ายรอบปริมณฑล ให้พระภิกษุ-ภิกษุณี-สามเณร-สามเณรี สวดเจริญพุทธมนต์ทุกวันตลอดไตรมาสพรรษา
            หลังจาก เสร็จสิ้นพิธีในช่วงเย็นของวันนั้น พระอาจารย์ชาเดินไปที่หน้าปะรำพิธี เพื่อจะดับเทียนชัย ที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่ภายในตู้เทียนชัยซึ่งทำ จากวัสดุไม้ผสมกระจก  ที่มีรูปลักษณ์วิจิตรงดงามอลังการ  พลันได้ยินเสียงอันเป็นทิพย์จากเทวดาดังแว่วกังวารมาว่า             “ท่านอย่าเพิ่ง รีบดับเทียนชัยก่อน”
พระอาจารย์ชา  เมื่อได้ยินเสียงนั้น ท่านจึงยังไม่ดับไฟและเดินกลับไป 
ต่อมา ท่านจึงลืมเรื่องดับเทียนชัยไปเลย พอมาถึงรุ่งเช้าท่านเดินผ่านมาหน้าปะรำพิธี ก็ต้องตกใจว่า เอ๊ใครยกตู้เทียนชัยหรือขโมยตู้เทียนชัย ของเราไปเสียแล้ว
เพราะเมื่อคืนประมาณหลังเที่ยงคืน มีหนุ่มสามคนมาจากพัทลุงที่มาร่วมงานปลูกข้าวทิพย์และพักค้างที่วัด ตั้งใจรอเอาเทียนชัยกลับบ้านไปบูชา เล่าว่าตอนประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ  ยังเห็นตู้เทียนชัยตั้งอยู่เลย เห็นไฟในตู้ยังไม่ดับ จึงยังไม่กล้าดับและหยิบเทียนชัยไป หลังจากนั้น   ต่อมา ฝนก็ตกหนัก จนเกือบถึงรุ่งเช้า
               พระอาจารย์พอก้มดูที่พื้น ก็พบร่องรอยของซากตู้เทียนชัยที่เหลือเพียงก้อนขยุ้มหนึ่งเหลือแต่ส่วนที่เป็นกระจกละลายเป็นก้อนพร้อมกับควันอ่อนๆที่ยังคงคุกกรุ่นอุ่นๆอยู่ และน้ำฝนที่ขังล้อมรอบเป็นวงกลม โดยไม่ยอมเปียกน้ำจากสายฝนที่กระหน่ำเกือบทั้งคืน


   ซากของตู้เทียนชัยที่ยังหลงเหลือ


  พบลูกแก้วธาตุกายสิทธิ์อยู่ภายในซากตู้และในกองขึ้เถ้า


            ช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก ในซากของตู้นั้นพบลูกแก้วสีขาวใสเป็นประกายมีขนาดใหญ่เท่ากับเหรียญห้าบาทรูปร่างกลมเป็นประธานอยู่ภายในซาก ซึ่งต้องทุบออกถึงจะหยิบออกมาได้และมีลูกแก้วสีชารูปร่างกลมแบนคล้ายเม็ดกระดุมในกองขี้เถ้าอยู่อีกจำนวนมาก ประมาณห้าถึง หกสิบเม็ดเป็นบริวาร

                     

                                                             ลูกแก้วประธานสีขาวใสเป็นประกาย ซึ่งมีอยู่ลูกเดียว



       ลูกแก้วที่เป็นบริวารสีชา ประมาณห้าถึง หกสิบเม็ด

ท่านจึงกำหนดจิต ใช้ญาณตรวจดูว่าตู้เทียนชัยที่เป็นแบบนี้เพราะสาเหตุใด?
เพราะเราประมาทเลินเล่อ ที่ปล่อยไว้ไม่ยอมดับไฟกระนั้นหรือ?
ก็ได้พบกับคำตอบว่า ตู้เทียนชัยนี้งดงามอลังการจนเทวดาท่านชอบ จึงนำตู้เทียนชัยนี้ไปไว้ที่วัดพระธาตุจุฬามณี ประตูทางเข้าที่๑ บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
              โดยมอบลูกแก้วธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นให้ไว้เป็นที่ระลึกแทน แล้วลูกแก้วสีขาวลูกใหญ่องค์ประธานนี้จะมอบให้แก่ใครดีล่ะ พระอาจารย์บ่นพึมพำ ก็ได้รับคำตอบว่า มอบให้แก่คุณทราย ศิษย์ท่านหนึ่งที่อยู่กรุงเทพฯ พระอาจารย์เคยรับปากคุณทรายว่าจะขอรางวัลพิเศษจากเทวดาให้ เพื่อตอบแทนคุณความดีที่คุณทรายได้เคยช่วยเหลือบอกบุญเรี่ยไรเงินร่วมสมทบทุนทำบุญในงานเทศน์มหาชาติที่ท้องสนามหลวงอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระอาจารย์ท่านไม่นึกว่าเทวดาท่านจะทำเรื่องเซอร์ไพรส์ ถึงขนาดนี้
“ แล้วจะใช้ตู้เทียนชัยไหนไว้เพื่อทำพิธีในลำดับต่อไปดีล่ะ”
พระอาจารย์      ท่านปรารภออกมา
ก็พอดีนายทหารยศนายพัน ท่านหนึ่งที่มากับท่านประธานในพิธีได้อาสาจะซื้อตู้เทียนชัย ตู้ใหม่ถวาย
คราวนี้ ขอเป็นตู้สแตนเลสก็แล้วกัน ตู้ไม้ไม่เอาแล้วเดี๋ยวเทวดาท่านเอาไปอีก พระอาจารย์ชากล่าวทิ้งท้าย แบบติดตลก


พระอาจารย์กำลังแจกลูกแก้วสีชาให้แก่คณะศิษย์และญาติธรรม


       ส่วนลูกแก้วบริวารสีชาที่เหลือจำนวนมากพระอาจารย์ท่านแจกจ่ายให้แก่คณะศิษย์และญาติธรรมที่อยู่ในบริเวณนั้น จนหมดสิ้น